KS: KS FUND TOP PICK 11 - 15 พ.ค. 2026
📌ความหวังท่ามกลางความผันผวน โค้งสุดท้ายผลประกอบการ “เน้นย่อตั้งรับ”
💡เกาะติดสถานการณ์ในตะวันออกกลาง
📊สหรัฐกำลังรอคำตอบจากอิหร่านต่อข้อเสนอฉบับล่าสุดเพื่อยุติสงคราม ท่ามกลางความตึงเครียดที่ยังคงปะทุในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก โดยข้อเสนอของสหรัฐระบุให้อิหร่านกลับมาเปิดเส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง ขณะที่สหรัฐจะทยอยยุติการปิดล้อมท่าเรืออิหร่านภายในระยะเวลา 1 เดือน หากทั้งสองฝ่ายสามารถบรรลุข้อตกลงเบื้องต้นได้ ความเคลื่อนไหวดังกล่าวถูกมองว่าเป็นความพยายามลดความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจโลกและตลาดพลังงาน หลังสงครามยืดเยื้อมานานกว่า 10 สัปดาห์ และส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพด้านพลังงานทั่วโลก
📊ประธานาธิบดี Donald Trump เปิดเผยว่า คาดว่าจะได้รับคำตอบจากอิหร่านในเร็วๆ นี้ พร้อมส่งสัญญาณเตือนว่า หากการเจรจาล้มเหลว สหรัฐอาจกลับมาใช้มาตรการ “Project Freedom” อีกครั้ง ซึ่งเป็นปฏิบัติการคุ้มกันเรือสินค้าและเรือน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซเพื่อลดอิทธิพลของอิหร่านในเส้นทางเดินเรือสำคัญ โดย Trump ระบุเพิ่มเติมว่ามาตรการรอบใหม่อาจเข้มข้นกว่าเดิมภายใต้ชื่อ “Project Freedom Plus” สะท้อนว่ารัฐบาลสหรัฐยังคงเตรียมพร้อมสำหรับทั้งแนวทางการทูตและการกดดันทางทหารควบคู่กันไป แม้ข้อเสนอปัจจุบันจะเปิดทางไปสู่การยุติสงคราม แต่ทั้งสองฝ่ายยังต้องเจรจาเพิ่มเติมในประเด็นสำคัญ โดยเฉพาะโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน ซึ่งเป็นหัวใจหลักของความขัดแย้งครั้งนี้ กระบวนการทางการทูตยังคงดำเนินต่อผ่านการหารือระหว่างเจ้าหน้าที่สหรัฐและกาตาร์ ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการประสานงาน ขณะที่ตลาดการเงินและตลาดพลังงานทั่วโลกยังจับตาคำตอบจากอิหร่านอย่างใกล้ชิด เพราะผลลัพธ์ของการเจรจาครั้งนี้อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญต่อทิศทางราคาน้ำมัน เงินเฟ้อ และเสถียรภาพเศรษฐกิจโลก ซึ่งคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิดในช่วงถัดไป
📊อย่างไรก็ดีหากพิจารณาจากแพลตฟอร์มคาดการณ์ Polymarket ต่อประเด็นที่ว่า “การเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซจะกลับสู่ภาวะปกติ” ภายในสิ้นเดือน พ.ค. 2569 และสิ้นเดือน มิ.ย. 2569 ซึ่งจากกราฟจะพบว่า เส้นสีเทา (สิ้นเดือน พ.ค.) ปรับลดลงต่อเนื่องจากราว 65–70% เหลือเพียง 24% สะท้อนว่าตลาดมองโอกาสที่สถานการณ์จะคลี่คลายเร็วภายในเดือน พ.ค. ลดลงอย่างมาก หลังความตึงเครียดในตะวันออกกลางและเหตุปะทะในช่องแคบฮอร์มุซยังยืดเยื้อ ขณะที่เส้นสีเขียว (สิ้นเดือน มิ.ย.) แม้ลดลงเช่นกันในช่วงที่ผ่านมา แต่ระยะสั้นเริ่มฟื้นตัวกลับมาอยู่ระดับประมาณ 52% ซึ่งแปลว่านักลงทุนยังเชื่อว่ามีโอกาสมากกว่าครึ่งที่การเดินเรือจะกลับสู่ภาวะปกติได้ภายในสิ้นเดือน มิ.ย. นี้ โดยสิ่งที่น่าสนใจเพิ่มเติมคือ “ช่องว่าง” ระหว่างสองเส้นกว้างขึ้นเรื่อยๆ สะท้อนว่า ตลาดกำลังเปลี่ยนจากมุมมอง “สงครามจบเร็ว” ไปเป็น “ความขัดแย้งยืดเยื้อแต่ยังควบคุมได้” กล่าวคือ นักลงทุนไม่ได้มองว่าจะเกิดสงครามเต็มรูปแบบระยะยาว แต่เชื่อว่ากระบวนการเจรจาจะใช้เวลานานขึ้น และการกลับสู่ภาวะปกติอาจเลื่อนไปอีกเล็กน้อย แต่สิ่งต่างๆรับรู้ไปมากแล้วในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งคาดเป็นแรงหนุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงมากยิ่งขึ้น
💡จับตาประชุม Trump & Xi Jinping
📊ปัจจัยในสัปดาห์ที่น่าจับตาอย่างใกล้ชิด คือ การประชุมระหว่างประธานาธิบดี Donald Trump และประธานาธิบดี Xi Jinping ในวันที่ 14-15 พ.ค. นี้ท่ามกลางความหวังว่าประเด็นระหว่างสหรัฐและจีนจะเริ่มผ่อนคลายลง หลังความตึงเครียดด้านการค้า เทคโนโลยี และภูมิรัฐศาสตร์กดดันตลาดจีนมาอย่างต่อเนื่อง โดยแม้ว่าโอกาสที่จะได้ “ข้อตกลงใหญ่อย่างมีนัยสำคัญ” อาจะมีไม่มากนัก แต่การลดระดับความขัดแย้งหรือส่งสัญญาณเชิงบวกบ้าง ก็อาจเป็นแรงหนุนต่อตลาดหุ้นจีนที่ยัง Underperform ตลาดหุ้นเอเชียในปีนี้ ขณะเดียวกัน ค่าเงินหยวนเริ่มมีแรงหนุนจากการอ่อนค่าของดอลลาร์สหรัฐและความหวังต่อเสถียรภาพด้านการค้าที่เพิ่มขึ้น
📊โดยประเด็นสำคัญที่คาดตลาดติดตามในการประชุมครั้งนี้ ได้แก่ ภาษีนำเข้าสินค้าจีน, ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง, มาตรการจำกัดเทคโนโลยีชิป AI, การส่งออกแร่ Rare Earth และการนำเข้าสินค้าเกษตรจากสหรัฐฯ โดยคาดว่าสหรัฐอาจไม่เพิ่มภาษีเพิ่มเติมจากระดับปัจจุบันที่เฉลี่ยราว 22% ซึ่งจะช่วยลดแรงกดดันต่อภาคส่งออกจีน รวมถึงมีโอกาสที่สหรัฐจะผ่อนคลายข้อจำกัดด้านอุปกรณ์ผลิตชิปบางส่วน โดยเฉพาะต่อบริษัทจีนอย่าง Hua Hong Semiconductor และ Shanghai Huali ซึ่งจะเป็นบวกต่อกลุ่ม Semiconductor Supply Chain ของจีน อย่างไรก็ตาม การแข่งขันด้าน AI และเทคโนโลยียังคงเป็นประเด็นเชิงยุทธศาสตร์ที่ทั้งสองฝ่ายยากจะประนีประนอม ทำให้ยังต้องระมัดระวังต่อความผันผวนในระยะถัดไป
📊อีกประเด็นที่มีนัยสำคัญคือเรื่อง Rare Earth และสินค้าเกษตร ซึ่งจีนครองสัดส่วนการผลิต Rare Earth มากกว่า 70% ของโลก ขณะที่สหรัฐต้องการสร้างเสถียรภาพด้าน Supply Chain สำหรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและทางทหาร ขณะเดียวกัน จีนอาจเสนอเพิ่มการนำเข้าสินค้าเกษตร พลังงาน และเครื่องบินจากสหรัฐ เช่น ถั่วเหลือง เนื้อสัตว์ และก๊าซธรรมชาติ เพื่อช่วยลดแรงเสียดทานทางการค้า ซึ่งอาจส่งผลบวกต่อผู้ผลิตอาหารและสินค้าเกษตรของจีนในระยะสั้น โดยภาพรวมเชื่อว่าหากการประชุมสามารถลดความตึงเครียดได้ แม้เพียงบางส่วน ก็จะช่วยฟื้น Sentiment การลงทุนทั่วเอเชีย โดยเฉพาะหุ้นจีน กลุ่มเทคโนโลยี และหุ้นที่เกี่ยวข้องกับห่วงโซ่อุปทานโลกได้อย่างมีนัยสำคัญ
📊ส่วนด้านตัวเลขเศรษฐกิจที่น่าสนใจในสัปดาห์นี้ ทางฝั่งสหรัฐฯ แนะติดตาม ยอดขายบ้านมือสอง, ดัชนีราคาผู้บริโภค, ดัชนีราคาผู้ผลิต, ยอดค้าปลีกและผลผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนเม.ย., ผลสำรวจภาคการผลิตของเฟดสาขานิวยอร์กเดือนพ.ค. รวมถึงจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ นอกจากนี้ตลาดยังรอติดตามตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภคและดัชนีราคาผู้ผลิตเดือนเม.ย. ของจีน และข้อมูลจีดีพี 1Q69 ของยูโรโซนและอังกฤษด้วยเช่นกัน
💡 𝐈𝐦𝐩𝐥𝐢𝐜𝐚𝐭𝐢𝐨𝐧
𝐁𝐮𝐲 𝐥𝐢𝐬𝐭𝐬
𝐒𝐚𝐭𝐞𝐥𝐥𝐢𝐭𝐞 𝐩𝐨𝐫𝐭 (สำหรับช่วง 6-12 เดือน)
✅𝐀-𝐆𝐑𝐈𝐃: กองทุนหุ้นกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานการผลิตไฟฟ้า ที่ได้ประโยชน์จากความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เร่งตัวขึ้น หนุนโดย AI และ Reshoring โดยกองทุนลงทุนผ่าน First Trust Nasdaq Clean Edge Smart Grid Infrastructure (GRID) ที่เน้นหุ้นที่เกี่ยวข้องกับอุปกรณ์ไฟฟ้า ระบบการจัดการพลังงาน การขยายโครงข่ายไฟฟ้า ผู้รับเหมาก่อสร้างโครงข่ายไฟฟ้า และระบบระบายความร้อนใน data center
✅คงคำแนะนำซื้อเมื่อ GRID (ETF) มีการย่อตัวลง สำหรับกรอบการลงทุน 12 เดือนข้างหน้า
✅𝐊𝐊𝐏 𝐓𝐄𝐂𝐇-𝐔𝐇: กองทุนหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ ลงทุนผ่าน iShares Expanded Tech (IGM) ที่ล่าสุด ปรับตัวลง -1.19% หลัง Bond yield ปรับขึ้นจากมุมมองดอกเบี้ยสูงนาน (higher-for-longer) หลัง Fed ยังไม่ส่งสัญญาณลดดอกเบี้ย ขณะที่ ราคาพลังงานจากความตึงเครียดตะวันออกกลางเพิ่มความเสี่ยงเงินเฟ้อ ทำให้ valuation ของหุ้นเทคถูกกดดัน แม้ปัจจัยพื้นฐาน AI ยังแข็งแกร่งก็ตาม
✅คงคำแนะนำซื้อเมื่อ IGM (ETF) มีการย่อตัวลง สำหรับกรอบการลงทุน 12 เดือนข้างหน้า และติดตามตัวเลข Macro อย่าง Manufacturing และ Services PMI และความเห็นของกรรมการเฟด
✅𝐀𝐒𝐏-𝐍𝐆𝐅: กองทุนหุ้นญี่ปุ่น ลงทุนผ่าน Eric Sturdza Nippon Growth โดยสัปดาห์ที่แล้ว ดัชนี Topix -0.54% จาก แรงกดดัน global risk-off และ bond yield โลกที่ปรับขึ้น ซึ่งกด sentiment ตลาดโดยรวม แม้ BOJ จะคงดอกเบี้ย แต่การส่งสัญญาณว่าอาจขึ้นต่อ ทำให้สภาพคล่องตึงขึ้นเล็กน้อย และเป็นอีกปัจจัยที่จำกัด upside ของตลาดในระยะสั้น
✅คงคำแนะนำซื้อเมื่อ Topix มีการย่อตัวลง สำหรับกรอบการลงทุน 12 เดือนข้างหน้า และติดตามผลการเจรจาค่าจ้างประจำปี Shunto
✅𝐌𝐈𝐍𝐃𝐈𝐀: กองทุนหุ้นอินเดีย ลงทุนผ่าน Jupiter India Select Fund โดยสัปดาห์ที่แล้ว ดัชนี Nifty 50 -0.16% ค่อนข้างทรงตัว เนื่องจาก ปัจจัยภายในยังแข็งแรงช่วยพยุงตลาด แต่ถูกกดดันบางส่วนจาก sentiment global risk-off และราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ซึ่งเป็นลบต่อประเทศผู้นำเข้าน้ำมันอย่างอินเดีย
✅คงคำแนะนำซื้อเมื่อ Nifty 50 มีการย่อตัวลง สำหรับกรอบการลงทุน 12 เดือนข้างหน้า และติดตาม Manufacturing และ Services PMI
✅𝐒𝐂𝐁𝐊𝐄𝐐𝐓𝐆: กองทุนหุ้นเกาหลีใต้ ลงทุนผ่าน iShares MSCI South Korea (EWY) ที่ล่าสุดปรับตัวขึ้น +1.31% จาก แรงหนุนจากกลุ่ม semiconductor โดยเฉพาะ Samsung และ SK Hynix หลังตลาดตอบรับเชิงบวกต่อแนวโน้ม AI และ HBM จากงาน GTC ของ Nvidia ทำให้เม็ดเงินไหลเข้าสู่หุ้นที่ได้ประโยชน์จาก memory cycle แม้ภาพรวมตลาดโลกจะเป็น risk-off ก็ตาม
✅คงคำแนะนำซื้อเมื่อ Kospi มีการย่อตัวลง สำหรับกรอบการลงทุน 12 เดือน

📲เปิดพอร์ตลงทุนกองทุนรวมกับ KS ลงทุนได้หลากหลาย บลจ. >> https://ksecurities.co/Open-Account_Fund
⛳Follow us :
📲 LINE : https://ksecurities.co/KS-LineOA
📲 Facebook: https://ksecurities.co/KS-Facebook
📲 Instagram: https://ksecurities.co/KS-Instagram
📲 Twitter: https://ksecurities.co/KS-Twitter
📲 YouTube: https://ksecurities.co/KS-Youtube
📲 Threads: https://ksecurities.co/KS-Threads
#KS #KSecurities #หลักทรัพย์กสิกรไทย #กองทุน #ผลตอบแทน #หุ้นไทย #การลงทุนหลักทรัพย์ #FUND #กลยุทธ์การจัดพอร์ต
คำเตือน : กรุณาทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน
ภาษาไทย
English