KS: CHG รายได้เติบโตปานกลาง กำไรทรงตัว

KS: CHG รายได้เติบโตปานกลาง กำไรทรงตัว

วิเคราะห์โดย KS Research Fundamental
31 มี.ค. 2569
ย้อนกลับ

🩺 KS: CHG รายได้เติบโตปานกลาง กำไรทรงตัว

📌 กำไรพลาดเป้า กำไรปกติไตรมาส 4/2568 ของ CHG อยู่ที่ 224 ลบ. ต่ำกว่าเราและตลาดคาด 14-15% จากค่าใช้จ่าย SG&A ที่สูงกว่าคาด กำไรลดลง 18% QoQ แต่เพิ่มขึ้น 145% YoY รายการพิเศษประกอบด้วย รายได้เพิ่มจาก สปสช. 15 ลบ. การปรับลดรายได้จากประกันสังคม (SSO) 30 ลบ. และค่าใช้จ่ายตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญ 20 ลบ. ซึ่งมีผลกระทบสุทธิ +35 ลบ. หากไม่รวมรายการดังกล่าว กำไรปกติจะอยู่ที่ 252 ลบ. ต่ำกว่าเราคาด 4% CHG ประกาศจ่ายเงินปันผลงวดครึ่งปีหลัง 2568 ที่ 0.05 บาทต่อหุ้น เท่ากับปี 2567 คิดเป็นอัตราการจ่ายเงินปันผล 83% จะขึ้นเครื่องหมาย XD วันที่ 6 พ.ค.

📌 แนวทางปี 2569 ในการประชุมนักวิเคราะห์วันที่ 10 มี.ค. ผู้บริหารให้แนวทางรายได้เติบโตอัตราตัวเลขหลักเดียว หรืออาจทรงตัวในกรณีแย่ที่สุด โดยมีแนวโน้มรายได้ในช่วงเดือนม.ค.–ก.พ. แข็งแกร่ง โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ป่วยเงินสด นอกจากนี้ CHG จะมุ่งเน้นกลุ่มผู้ป่วยโรคซับซ้อนสูง และยังมองเห็นโอกาสในการควบคุมต้นทุนเพิ่มเติม อีกทั้งจะมีการรับรู้ประโยชน์จากการประหยัดภาษีในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569

📌 ความไม่แน่นอนจากสงครามกดดันแนวโน้มรายได้จากต่างประเทศ จากความไม่แน่นอนของสงคราม ผู้บริหารไม่ได้ให้เป้าหมายสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศในปี 2569 แต่ปกติรายได้จากต่างประเทศคิดเป็นราว 4% ของรายได้รวม และส่วนใหญ่มาจากผู้ป่วยเงินสด ในช่วงเดือนม.ค.–ก.พ. CHG เห็นการเติบโตต่อเนื่องจากเมียนมา การฟื้นตัวของกัมพูชา และเริ่มมีรายได้จากกาตาร์ นอกเหนือจากตลาดเดิมอย่างโอมาน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และซาอุดีอาระเบีย

📌 การขยายกำลังการให้บริการในช่วงปี 2569-71 CHG อยู่ระหว่างก่อสร้างอาคารใหม่ 2 ตึก และอาคารจอดรถที่โรงพยาบาลจุฬารัตน์ 3 อินเตอร์ รวมทั้งเริ่มงานตอกเสาเข็มสำหรับโรงพยาบาลจุฬารัตน์ระยองในเดือนม.ค. 2569  มีงบลงทุนรวม 2 พันลบ. (500 ลบ. สำหรับโรงพยาบาลจุฬารัตน์ 3 และ 1.5 พันลบ. สำหรับระยอง) ผู้บริหารคาดโครงการส่วนขยายโรงพยาบาลจุฬารัตน์ 3 จะเปิดให้บริการในไตรมาส 1/2570 และโรงพยาบาลจุฬารัตน์ระยองจะเปิดตามมาภายในปี 2570

📌 ความเป็นไปได้ 3 กรณี กรณีฐานของเราสมมติให้รายได้จากตะวันออกกลางสำหรับช่วงที่เหลือของปี 2569 อยู่ที่ 50% ของไตรมาส 1/2569 และฟื้นตัวต่อในปี 2570-71 (มูลค่าตามวิธี DCF ที่ 1.48 บาท) ขณะที่กรณีเลวร้ายที่สุดสมมติว่าไม่มีรายได้จากตะวันออกกลางตั้งแต่ปี 2570 เป็นต้นไป (มูลค่าตามวิธี DCF ที่ 1.35 บาท) และหากใช้กรณีฐานรวมสมมติฐานการปรับเพิ่มอัตราค่าบริการของ SSO 10% เป็น 1,989 บาท ตั้งแต่ปี 2570 จะทำให้มูลค่าตามวิธี DCF เพิ่มขึ้นเป็น 1.61 บาท

📌 ปรับลดประมาณการกำไร เราปรับลดประมาณการกำไรปี 2569–70 ลง 4% และปี 2571 ลง 15% เพื่อสะท้อนกำไรที่ต่ำกว่าคาดในไตรมาส 4/2568 และผลกระทบจากการเปิดบริการโรงพยาบาลจุฬารัตน์ระยอง และอาคารใหม่ที่โรงพยาบาลจุฬารัตน์ 3 อินเตอร์ ในช่วงต้นปี 2571 (ล่าช้าจากแผนของ CHG ในปี 2570) ซึ่งก่อนหน้านี้ยังไม่ได้รวมไว้ในประมาณการ

มุมมอง KS

🎯 แนะนำ “ถือ” TP เป็น 1.48 บาท หลังประกาศผลประกอบการไตรมาส 4/2568 อ่อนแอ และมีแรงกดดันเพิ่มจากความกังวลเรื่องสงคราม ปัจจุบันราคาหุ้นมี upside ประมาณ 4% และซื้อขายสูงกว่ามูลค่า DCF ในกรณีเลวร้ายที่สุดราว 6% เราคาดรายได้เติบโตในระดับปานกลาง แต่การขยายตัวของอัตรากำไรและอัตราการจ่ายเงินปันผลที่สูง (>80%) ดูจำกัด ส่งผลต่อการเติบโตของกำไรสุทธิและเงินปันผล ความเสี่ยงขาขึ้น ได้แก่ การประหยัดต่อขนาดที่ดีขึ้น และการปรับเพิ่มอัตราค่าบริการของ SSO ความเสี่ยงขาลง ได้แก่ โครงสร้างผู้ป่วย SSO ที่อ่อนแอลง ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว และการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น

CHG26032026_1200x1200.jpg

📲เปิดพอร์ตลงทุน >> https://ksecurities.co/open-account

⛳Follow us :

📲 LINE : https://ksecurities.co/KS-LineOA

📲 Facebook: https://ksecurities.co/KS-Facebook

📲 Instagram: https://ksecurities.co/KS-Instagram

📲 Twitter: https://ksecurities.co/KS-Twitter

📲 YouTube: https://ksecurities.co/KS-Youtube

📲 Threads: https://ksecurities.co/KS-Threads

#KS #หลักทรัพย์กสิกรไทย #KSecurities #การลงทุน #การลงทุนหลักทรัพย์ #ผลตอบแทน #ข่าวหุ้น #หุ้นไทย #CHG #โรงพยาบาลจุฬารัตน์

คำเตือน : กรุณาทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน

ค้นหา