KS: CPAXT ซื้อกิจการเครือซูเปอร์มาร์เก็ตระดับพรีเมียมในมาเลเซีย

KS: CPAXT ซื้อกิจการเครือซูเปอร์มาร์เก็ตระดับพรีเมียมในมาเลเซีย

Analysis by KS Research Fundamental
Mar 9, 2026
Back

🛒 KS: CPAXT ซื้อกิจการเครือซูเปอร์มาร์เก็ตระดับพรีเมียมในมาเลเซีย

🛍️กำไรสุทธิไตรมาส 4/68 อยู่ที่ 2.6 พันลบ. (-35% YoY, +37.5% QoQ) ต่ำกว่าประมาณการจากอัตรากำไรกลุ่ม B2C ที่อ่อนแอ SSSG ไตรมาส 4/68 ของ B2B ทรงตัว ขณะที่ B2C อยู่ที่ -7.6% และกำไรทั้งปี 2568 ลดลง 11.5% YoY

🛍️ CPAXT จะเข้าซื้อหุ้น 100% ใน The Food Purveyor Group ในมาเลเซีย เมื่อวันที่ 4 มี.ค. CPAXT รายงานต่อ SET ว่าบริษัทฯ จะเข้าซื้อหุ้นใน Food Purveyor Group มูลค่าธุรกรรมอยู่ที่ 1.66 พันล้านริงกิตมาเลเซีย (ประมาณ 1.35 หมื่นลบ.) โดยคาดว่าธุรกรรมนี้จะแล้วเสร็จในไตรมาส 4/2569 ขึ้นอยู่กับการได้รับอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแลและการปฏิบัติตามเงื่อนไขก่อนการทำธุรกรรม แหล่งเงินลงทุนจะมาจากกระแสเงินสดจากการดำเนินงานและเงินกู้จากภายนอก

🛍️การดำเนินงานของ TFP The Food Purveyor Group (TFP) ดำเนินธุรกิจซูเปอร์มาร์เก็ตระดับพรีเมียมในมาเลเซีย ซึ่งได้แก่ Village Grocer, Ben’s Independent Grocer (B.I.G.), BSC Fine Foods, OTK และ The Food Merchant โดยมีสาขารวมทั้งหมด 50 แห่งทั่วประเทศ ตามข้อมูลของบริษัทฯ TFP มีส่วนแบ่งการตลาด 31% ในตลาดซูเปอร์มาร์เก็ตระดับพรีเมียมในปี 2567 เป็นผู้เล่นรายใหญ่อันดับ 2 รองจาก Java Grocer บริษัทฯ มีรายได้รวม 1.3 พันล้านริงกิตมาเลเซีย (ประมาณ 1.03 หมื่นลบ.) ในปี 2567 โดยตลาดซูเปอร์มาร์เก็ตระดับพรีเมียมถูกคาดว่าจะเติบโตเฉลี่ย 8.3% ต่อปีในช่วงปี 2568 ถึง 2573

🛍️มูลค่าดีลสูงกว่าค่าเฉลี่ยตลาดประมาณ 10% ตามรายงานของ The Edge Malaysia weekly (1 ก.ค.- 7 ก.ค.2567) รายได้และ EBITDA ของ TFP ปี 2566 อยู่ที่ 1.16 พันล้านริงกิตมาเลเซีย และ 99 ล้านริงกิตมาเลเซีย ตามลำดับ สะท้อนอัตรากำไร EBITDA ที่ 8.5% ขณะเดียวกัน สำหรับคาดการณ์ปี 2567–68 รายได้คาดว่าจะอยู่ที่ 1.3 พันล้านริงกิตมาเลเซีย และ 1.4 พันล้านริงกิตมาเลเซีย ตามลำดับ หากเราตั้งสมมติฐานว่าอัตรากำไร EBITDA ที่ 8.5% จะทำให้ EBITDA อยู่ที่ประมาณ 117 ล้านริงกิตมาเลเซีย ในปี 2567 และ 127 ล้านริงกิตมาเลเซีย ในปี 2568 สอดคล้องกับมูลค่าธุรกรรมที่ EV/EBITDA ประมาณ 12–13 เท่า สำหรับปี 2568–69 สูงกว่าค่าเฉลี่ย EV/EBITDA ของผู้ค้าปลีกในมาเลเซียเล็กน้อยที่ประมาณ 12 เท่า ในปี 2568 และ 10.9 เท่า ในปี 2569

🛍️คาดเป็นดีลที่เป็นกลางถึงบวกเล็กน้อยต่อกำไร นอกจากนี้ หากเราใช้สมมติฐานการเติบโตของยอดขายที่ 7–9% ต่อปี และอัตรากำไรสุทธิที่ 2–4% ซึ่งอิงจากค่าเฉลี่ยของซูเปอร์มาร์เก็ตระดับพรีเมียมในมาเลเซีย จะสูงกว่าอัตรากำไรสุทธิของ CPAXT ประมาณ 2 เท่า โดย CPAXT มีอัตรากำไรสุทธิอยู่ในช่วง 1.8–2.1% ในช่วงปี 2566–68 เราประเมินว่ากำไรสุทธิของ TFP น่าจะยังเพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายทางการเงิน กรณีใช้เงินกู้ 100% ในการเข้าซื้อกิจการ อย่างไรก็ตาม เราคาดการณ์ว่ากำไรสุทธิจาก TFP จะไม่มากนักในช่วงปี 1-2 ปีแรกหลังการซื้อกิจการแล้วเสร็จ ภายใต้สมมติฐานต้นทุนทางการเงินที่ 3–4%

มุมมอง KS

🎯 แนะนำ “ถือ” ราคาเป้าหมาย เป็น 16.30 บาท 

การประเมินมูลค่าหุ้นของเราอิงด้วย วิธี DCF โดยมีอัตราคิดลดที่ 8.0% ซึ่งสะท้อน PER ปี 2569 ที่ 16.5 เท่า หรือประมาณ 2.0SD ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย PER ล่วงหน้าในอดีต

CPAXT_1200.jpg

📲เปิดพอร์ตลงทุน >> https://ksecurities.co/open-account

⛳Follow us :

📲 LINE : https://ksecurities.co/KS-LineOA

📲 Facebook: https://ksecurities.co/KS-Facebook

📲 Instagram: https://ksecurities.co/KS-Instagram

📲 Twitter: https://ksecurities.co/KS-Twitter

📲 YouTube: https://ksecurities.co/KS-Youtube

📲 Threads: https://ksecurities.co/KS-Threads

#KS #หลักทรัพย์กสิกรไทย #KSecurities #การลงทุน #การลงทุนหลักทรัพย์ #ผลตอบแทน #ข่าวหุ้น #หุ้นไทย #CPAXT

Search

Recommended searches