KS: KS FUND TOP PICK 2-6 พ.ย. 2026⛳️

KS: KS FUND TOP PICK 2-6 พ.ย. 2026⛳️

Analysis by KS Research Strategy
Nov 2, 2026
Back

KS: KS FUND TOP PICK 2-6 พ.ย. 2026⛳️

📌เกาะติดการเลือกตั้งกลางเทอมของ US ขณะที่แรงขายหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีคาดชะลอลง

🌏ตลาดหุ้นทั่วโลกปิดสัปดาห์ที่ผ่านมาโดยยุโรปเป็นภูมิภาคเดียวที่ยืนบวกได้ชัดเจน Stoxx 600 ปรับขึ้นราว 1.7%WoW และปิดเดือน ต.ค. ด้วยผลงานดีที่สุดนับตั้งแต่เดือน มิ.ย. เพราะมีสัดส่วนหุ้น AI ต่ำ ขณะที่ฝั่งสหรัฐฯ Nasdaq ร่วง 2.0%WoW, Dow Jones ลดลง 0.9%WoW และ S&P 500 ลดลง 0.6%WoW ฝั่งเอเชียปรับตัวลงหนักในวันศุกร์ โดย Kospi ร่วง 3.5% จนตลาดต้องสั่งพักการซื้อขายแบบ Program Trading ชั่วคราว (Sidecar) และ Nikkei ร่วง 2.1% จากแรงขายหุ้นชิป ต้นเหตุมาจากงบ Hyperscaler โดยมีเพียง Microsoft ที่ยืนได้หลัง Azure โต 48% แต่ Alphabet ร่วงหนักสุดในวันเดียวเป็นประวัติการณ์ แม้ Google Cloud จะโตกว่าเท่าตัว เพราะกระแสเงินสดอิสระติดลบ 9.1 พันล้านเหรียญ เทียบกับที่ตลาดคาดติดลบเพียง 3.5 พันล้านเหรียญ ตามด้วย Amazon ที่กำไรพลาดเป้าและกระแสเงินสดอิสระ 12 เดือนติดลบ 4.24 หมื่นล้านเหรียญ และ Intel ที่ร่วง 28.6% จาก Guidance 4Q26 ที่อ่อนแอ

📌ด้านนโยบายการเงิน ธนาคารกลางหลักทั้งสามแห่งคงดอกเบี้ยพร้อมกัน แต่ส่งสัญญาณ Hawkish ทั้งหมด โดย Fed คงดอกเบี้ยที่ 3.75-4.00% ด้วยมติ 10-2 ซึ่งสองเสียงที่ค้านต้องการขึ้นดอกเบี้ยต่อ และปรับคำบรรยายภาวะเศรษฐกิจจาก "มั่นคง" เป็น "แข็งแกร่ง" สอดคล้องกับ GDP ไตรมาส 3 ที่ขยายตัว 3.4% สูงกว่าคาดที่ราว 3.1% ขณะที่ PCE เดือน ก.ย. เร่งขึ้นเป็น 3.6%YoY และ Core PCE อยู่ที่ 3.1%YoY ตามคาด ด้าน ECB คงดอกเบี้ยแต่ส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยเดือน ธ.ค. จากราคาพลังงานที่สูง ส่วน BOJ คงดอกเบี้ยที่ 1.25% แต่ระบุเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2556 ว่าเงินเฟ้อพื้นฐานเข้าใกล้เป้า 2% แล้ว พร้อมเร่งขาย ETF ที่ถือไว้ตั้งแต่ต้นปี 2570 อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ อายุ 10 ปียังทรงตัวสูงราว 4.93% และ 30 ปีราว 5.35%

📌สำหรับสัปดาห์นี้ ไฮไลต์สำคัญที่สุดคือการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ในวันอังคารที่ 3 พ.ย. ซึ่งผลสำรวจชี้ว่าพรรครีพับลิกันอาจเสียเสียงข้างมากในสภาผู้แทนฯ และอาจรวมถึงวุฒิสภา ตามด้วยรายงานการจ้างงานเดือน ต.ค. ในวันศุกร์ ซึ่งตลาดคาดเพิ่มขึ้นราว 63,000 ตำแหน่ง ฟื้นจากเพียง 29,000 ตำแหน่งในเดือนก่อน และอัตราว่างงานทรงตัวที่ 4.2% นอกจากนี้ยังมีดัชนี ISM ภาคการผลิตวันจันทร์ ภาคบริการวันพุธ และธนาคารกลางออสเตรเลียกับอังกฤษที่ตลาดคาดว่าจะขึ้นดอกเบี้ย แนะจับตาผลเลือกตั้งเป็นพิเศษ เพราะการเปลี่ยนขั้วอำนาจในสภาอาจกระทบนโยบายการคลังและโครงการลงทุน Data Center ที่เกี่ยวกับ AI

📌ด้านผลประกอบการ บริษัทใน S&P 500 ราว 300 แห่งรายงานไปแล้ว โดย 82% ทำได้ดีกว่าคาด และกำไรไตรมาส 3 เติบโตราว 30%YoY ไฮไลต์สัปดาห์หน้าเริ่มจาก Apple และ Palantir ในคืนวันจันทร์ ซึ่งตลาดคาดรายได้ Apple โต 10.7%YoY แตะ 1.134 แสนล้านเหรียญ ตามด้วย AMD ในวันอังคาร และ Qualcomm, Arm กับ Uber ในวันพุธ เรามองว่า AMD และ Qualcomm จะเป็นบทพิสูจน์ต่อเนื่องว่าอุปสงค์ชิป AI ยังแข็งแกร่งหลัง Intel ให้ Guidance 4Q26 ที่อ่อนแอจนหุ้นร่วงกว่า 28% ขณะที่บทเรียนจากสัปดาห์นี้ชัดเจนว่าตลาดไม่ได้ลงโทษการลงทุน AI ทุกบริษัท แต่ลงโทษบริษัทที่กระแสเงินสดติดลบหนักกว่าคาด แนะคัดเลือกหุ้นที่สร้างรายได้จาก AI ได้จริงและมีกระแสเงินสดรองรับ

🧑‍💻Anthropic First Filing (S1) – Key Points

📌Use Of Proceeds: เงินที่ได้จะใช้เป็น General Corporate Purposes ได้แก่ Working Capital, Opex และ Capex โดยเฉพาะ Compute และ Infrastructure รวมถึงการจ้างและรักษาบุคลากร อาจใช้ซื้อหรือลงทุนในกิจการอื่นแต่ยังไม่มีดีลที่มีนัยสำคัญ และ เงินส่วนหนึ่งต้องใช้จ่ายภาษี Withholding จากการ Settle RSU

📌ปัจจุบัน Anthropic มีลูกค้าที่เป็น Enterprise ที่ใช้ Claude และมีการใช้จ่ายมากกว่า USD100k/TTM จำนวนมากกว่า 11,900 ราย และมีลูกค้าที่ใช้งานมากกว่า USD1mn/TTM จำนวนมากกว่า 1,900 ราย และมีลูกค้าที่ใช้จ่ายมากกว่า USD10mn/TTM จำนวนราว 250 ราย และมีผู้ใช้งานที่จ่ายน้อยกว่า USD100k จำนวน 40mn Users ในช่วง Sep-26 ที่ผ่านมา โดยที่ผ่านมา Anthropic รายงาน NRR ราว 900% และมีลูกค้า Top 5 Customers มีรายได้ราว 25% ของรายได้ทั้งหมดและไม่มีลูกค้ารายใดมีรายได้เกิน 10% ของ Total Revenue และในงวด 2Q26 มีรายได้ผ่าน CSP ราว 48% ของรายได้ทั้งหมด นอกจากนี้ Anthropic รายงานว่ามีรายได้จาก Distillation ที่ผิด Policy ราว 5-7% ของรายได้ใน 9M26 แม้ฐานลูกค้าจะกว้างขนาดนี้ บริษัทมองว่าองค์กรส่วนใหญ่ยังอยู่ในช่วงต้นของการ Deploy และ Knowledge Workers ส่วนใหญ่ยังไม่ได้ใช้ Frontier AI เต็มที่ ระบุว่า Revenue จากลูกค้า Fortune 500 เท่ากับเพียง <0.1% ของค่าใช้จ่ายรวม ของลูกค้าเหล่านั้น โดย Model รุ่นใหม่แต่ละรุ่นออกแบบมาเพื่อเปิด Use Case และลูกค้ากลุ่มใหม่ ซึ่งขยายตลาดได้อีก

📌ยิ่ง Model Advance มากขึ้นเท่าไร ทำให้มีความสามารถและ Efficient ขึ้นส่งผลให้ Cost/Task Per Customer ลดลงและช่วยให้เกิดการเร่งตัวของการใช้งานมากขึ้น เช่น Claude Opus 5.5 สามารถลด Cost Per Task ได้ราว 40% เมื่อเทียบกับ Opus 5.0 และยิ่ง Cost Per Task ต่ำลงก็ยิ่งทำให้ปริมาณการใช้งานเพิ่มสูงขึ้น และปัจจุบันที่เร่ง Compute Efficiency และ Operating Efficiency ส่งผล Revenue Per Employee อยู่ที่ระดับ USD6.6mn ใน 3Q26 เมื่อเทียบกับ USD1.4mn ใน 3Q25 

📌Self-Reinforcing Loops / Claude is Accelerating Our Ability to Close the Loop โดย Anthropic อธิบายความได้เปรียบระยะยาวด้วย 2 วงจรที่หมุนรอบ Claude วงแรกคือ Improvement Loop ยิ่งองค์กร Deploy มากขึ้นเท่าไร บริษัทยิ่งได้ Feedback จาก Use Case จริง นำไปพัฒนา Model ให้ดีขึ้น ซึ่งเปิด Use Case ใหม่และนำไปสู่การ Deploy ที่กว้างขึ้นอีก วงที่สองคือ Investment Loop Revenue ที่โตขึ้นถูกนำไปลงทุนใน Compute, Research และ Talent ทำให้ Claude มีความสามารถเพิ่ม ตลาดที่เข้าถึงได้กว้างขึ้น และส่งผลให้ Revenue โตต่อ ตัวเร่งของทั้งสองวงคือ “Closing the Loop” หรือการใช้ Claude ช่วยสร้าง Claude รุ่นถัดไป ทั้งการรัน Experiment, สร้าง Training Data, ทำ Evaluation และเขียน Code ซึ่งช่วยให้ค้นพบ Compute Multipliers ได้เร็วขึ้น ทำให้ Train Model ที่เก่งขึ้นและให้บริการได้ถูกลง ปัจจุบัน Claude เขียน Code มากกว่า 90% ของ Codebase บริษัท (Sep 2026) และปริมาณ Code ต่อวิศวกรสูงกว่าปี 2024 มากกว่า 45 เท่า ด้านความเสี่ยง บริษัทยอมรับเองว่าการใช้ AI เร่งการพัฒนา AI อาจเป็นความเสี่ยงด้าน Safety และกำกับไว้ภายใต้ Responsible Scaling Policy

📌Growth Strategy: Anthropic มองว่าโอกาสเติบโตที่ใหญ่ที่สุดคือ ช่องว่างระหว่างสิ่งที่ Claude ทำได้กับการใช้งานจริงที่ยังน้อย ควบคู่กับการพัฒนา Frontier ต่อไป และวางกลยุทธ์ไว้ 7 ด้าน ได้แก่ (1) Talent & Culture: รักษา Talent Density และวัฒนธรรมที่ขับเคลื่อนด้วย Mission (2) Compute: หา Compute เพิ่มนอกเหนือสัญญาเดิม ขยาย Data Center ของตัวเอง และเพิ่ม Efficiency บน Multi-Chip (3) Intelligence, Capability & Safety: พัฒนาความสามารถไปพร้อมกับ Safety และขยายสู่งานวิชาชีพเฉพาะทาง (4) Accessibility: ให้ Claude อยู่ในทุกช่องทาง ทั้ง Platform และ Apps ของบริษัท AWS, GCP, Azure และ Embedded ใน Enterprise Apps (5) Adoption: ขยายทีม Direct และ Applied AI, ลงทุนด้าน Brand และขยายตลาด International (6) New Markets: Healthcare, Life Sciences, Robotics และงานทางกายภาพ และ (7) Strategic Transactions: M&A, การลงทุน และ Partnership กับ SIs, Consultants และ Data Platforms บริษัทยืนยันว่าจะ “Continue Investing Aggressively” โดยอาศัย Financial Model ของตัวเอง

📌Financial Model: Anthropic Focus ที่ 4 Pillar หลัก คือ 1) Adoption of Claude เพื่อขยายฐานลูกค้าเพื่อสร้างการเติบโตทั้งเพิ่ม Intelligence และ Model, 2) Compute Efficiency เพื่อ Maximizing Intelligence และรายได้ต่อ Dollar Compute Cost ที่ใส่ลงไปทั้ง Training Efficiency / Inferencing Efficiency และ Multi-Chip Compute Approach เพื่อ Optimize Workload สำหรับทั้ง Price และ Performance ให้เหมาะสมที่สุดในแต่ละงาน ส่งผลให้ Revenue Per Compute Cost สูงขึ้นจาก 0.7 เท่า ใน 3Q25 เป็น 2.08 เท่า ในไตรมาสล่าสุด 2Q26 สะท้อนรายได้ที่เพิ่มขึ้นต่อ Compute Cost อย่างมีนัยสำคัญ, 3) Operating Efficiency และ 4) Compute Investment ซึ่งตั้งใจจะขยายอย่าง Aggressive เพื่อรองรับ Demand และ Research และการพัฒนา Model ในอนาคต Anthropic Direct จะเปลี่ยนจากการซื้อ Cloud แบบสัญญาตายตัวอย่างเดียว เป็นแบบ Hybrid ที่เช่า Chip เองและวางใน Data Center ข้อดีคือแยกการผูกพัน Data Center ทำให้บริษัทจอง Data Center ไว้ก่อนแล้วค่อยตัดสินใจเรื่อง Chip เมื่อ Demand ชัดขึ้น และในอนาคตจะใช้ Compute ระยะยาวที่ถูกกว่าแทน Short-Term Compute ที่แพงในช่วง Demand สูง ส่วนใหญ่ของ Commitment ทั้งหมดเกี่ยวกับ Anthropic Direct และสัดส่วนนี้จะเพิ่มขึ้น

📌Revenue Model มีทั้ง Pay-For-Intelligence (Consumption-Based) ซึ่งเป็นรายได้หลักคิดเป็น 80% ของ Total Revenue ทั้งหมดและส่วนของ Subscription Model ที่คิดเป็น 20% ของรายได้ทั้งหมดใน 6M26 ที่ผ่านมา ซึ่งรายได้ส่วนใหญ่อยู่ใน US ราว 72% 

📌Our Approach to Claude Diffusion: ตัวขับเคลื่อนหลักคือ ความสามารถของ Model เอง (Intelligence-Led Growth) ผู้ใช้รายบุคคลหรือ Prosumer เริ่มใช้ก่อน แล้วกลายเป็นผู้ผลักดันในองค์กร ขยายจาก Workflow เดียวไปทั้งบริษัท ทำให้ตอนที่ทีมขายเข้าไปคุย ลูกค้ามักใช้ Claude อยู่แล้ว บริษัทเสริมด้วย 5 ช่องทาง (1) Direct Teams ปิดดีลระดับทั้งองค์กรโดยหาผู้บริหารมาสนับสนุน (2) Applied AI Teams ฝังตัวกับลูกค้าที่คัดเลือกเพื่อสร้าง Solution เฉพาะและเก็บ Feedback กลับมาพัฒนา Product (3) Cloud Partnerships อยู่บน AWS, GCP และ Azure ใช้ทีมขายของ CSP ขยายการเข้าถึง แต่ทำสัญญากับลูกค้าโดยตรงและจ่าย Fee ให้ CSP จึงกำหนดราคาเองได้และไม่มี Channel Conflict (4) Ecosystem Partnerships กับ SIs และ Data Platforms และ (5) Ode with Anthropic บริษัท AI Services ที่ร่วมกับ PE Firms เพื่อเจาะกลุ่ม Mid-Sized Companies ผลคือ Sales, Marketing & Partnerships คิดเป็นเพียง 19% ของ Revenue ใน 1H26 แต่ข้อควรระวังคือค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่เป็น Channel Fees ที่จ่ายให้ CSP ซึ่งโตตาม Revenue (48% ของ Revenue ใน 1H26 ขายผ่าน CSP Marketplaces)

📌Off-Balance Sheet Commitment: Anthropic มีสัญญาบริการ Infrastructure (Infrastructure Service Arrangements) ผูกพันซื้อ Compute จาก 7 ราย รวมส่วนที่มีมูลค่าระบุราว USD476bn และถ้ารวมส่วนที่ยังไม่มีมูลค่าตายตัวจะเป็นราว USD621–646bn และยังมีส่วนของ Equipment Lease กับ Broadcom ราว USD161bn โดยส่วนของ Compute Purchase Agreement ประกอบด้วย Google: ≥USD114.5bn (Apr 2026–Jul 2033) และ TPU เพิ่มเติมอีก USD125–150bn ส่งมอบปี 2028–2031 ซึ่งยังไม่เป็น Fixed Contract และ Amazon จำนวน ≥USD110bn (May 2026–Apr 2036), Microsoft: ≥USD44.9bn (Nov 2026–May 2033) ซึ่งทั้งสามรายเป็นสัญญา Non-Cancelable และ Google กับ Amazon มี True-Up ถ้าใช้ไม่ถึงขั้นต่ำ ในขณะที่อีกส่วนคือกลุ่ม NVIDIA GPU โดยเช่า Compute จาก SpaceXAI สูงสุด USD120.5bn ถึงปี 2029 (USD3.1bn/เดือนเมื่อรับ GPU ครบใน Dec-26), Nscale สูงสุด USD44.6bn ถึงปี 2033 และ Lambda ราว USD41.3bn ถึงปี 2034 และ AMD สำหรับการส่งมอบ Helios/MI450 Tranche แรกในปี 2027 คาดเกิน USD20bn 

💡 กองทุนแนะนำ

KT-HEALTHCARE-A

กองทุนหุ้น Healthcare ลงทุนผ่าน Janus Henderson Global Life Sciences Fund

📌จุดเด่นกองทุน

✅ผลงานที่พิสูจน์แล้ว: บริหารโดย Janus Henderson ตั้งแต่ปี 2543 ด้วยสินทรัพย์สุทธิ 5.76 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และทีมผู้บริหารที่มากประสบการณ์ นำโดย Andy Acker (บริหารกองทุนนี้มาแล้ว 19 ปี) และ Daniel Lyons, PhD

✅ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านเฮลธ์แคร์: ผสานการสัมภาษณ์แพทย์ งานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ การพบปะผู้บริหารบริษัท และฐานข้อมูลใบสั่งยาเฉพาะของบริษัท เพื่อค้นหาโอกาสลงทุนครอบคลุมกลุ่มยา เทคโนโลยีชีวภาพ อุปกรณ์การแพทย์ และบริการทางการแพทย์

✅การจัดพอร์ตอย่างมีวินัย: กระจายการลงทุนใน 80–120 หลักทรัพย์ แบ่งเป็นกลุ่ม Core Growth (40–60%) Emerging Growth (20–30%) และ Opportunistic (20–30%) พร้อมใช้กรอบบริหารความเสี่ยงแบบ Value-at-Risk เพื่อจำกัดความเสียหายในระดับรายหลักทรัพย์

✅ผลตอบแทนชนะดัชนีอย่างสม่ำเสมอ: ชนะดัชนี MSCI World Health Care Index ใน 80% ของช่วงเวลา 5 ปีแบบต่อเนื่อง (142 จาก 177 ช่วง) โดยให้ผลตอบแทนเหนือดัชนีเฉลี่ย +312bps เทียบกับเพียง -65bps ในช่วงที่ตามหลังดัชนี

KS-FUND-WEEKLY-2026-1200x1200.jpg

Source: KS Research, KS Mutual Fund as of 02/11/2026

📲เปิดพอร์ตลงทุนกองทุนรวมกับ KS ลงทุนได้หลากหลาย บลจ. >> https://ksecurities.co/Open-Account_Fund

⛳Follow us :

📲 LINE : https://ksecurities.co/KS-LineOA

📲 Facebook: https://ksecurities.co/KS-Facebook

📲 Instagram: https://ksecurities.co/KS-Instagram

📲 Twitter: https://ksecurities.co/KS-Twitter

📲 YouTube: https://ksecurities.co/KS-Youtube

📲 Threads: https://ksecurities.co/KS-Threads

#KS #KSecurities #หลักทรัพย์กสิกรไทย #กองทุน #ผลตอบแทน #หุ้นไทย #การลงทุนหลักทรัพย์ #FUND #กลยุทธ์การจัดพอร์ต

คำเตือน: กองทุนที่แนะนำเป็นความเห็นส่วนบุคคลของนักวิเคราะห์ โดยวิเคราะห์จากแหล่งข้อมูลสาธารณะที่เชื่อว่าน่าเชื่อถือซึ่งปรากฎขณะจัดทำที่อาจเปลี่ยนแปลงได้ในแต่ละขณะเวลา KS หรือบริษัทที่เกี่ยวข้องอาจมีธุรกรรมที่มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้องกับสินทรัพย์นี้ การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษา Factsheet และหนังสือชี้ชวนเพื่อทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทนและความเสี่ยง โดยพิจารณาอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจลงทุน ผู้ลงทุนสามารถขอรับได้จากผู้แนะนำการลงทุน หรือดาวน์โหลดได้จากเว็บไซต์ของบริษัทจัดการกองทุน (บลจ.)

Search

Recommended searches