🏦 KS: Banking Sector บทสรุปปี 2568: ยุคแห่งการบริหารเงินทุน
🪙ธนาคารไทยรายงานกำไรโดยรวมในปี 2568 ออกมาดีกว่าที่กังวลไว้
จากกำไรจาก FVTPL/เงินลงทุน การควบคุมต้นทุนอย่างเข้มงวดและการบริหารเงินทุนเชิงรุกมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ภายใต้ภาพรวมดังกล่าว ปัจจัยพื้นฐานหลักอ่อนแอลง โดยการเติบโตของสินเชื่อทั้งระบบติดลบเกือบตลอดทั้งปี การเติบโตของค่าธรรมเนียมลดลง (โดยเฉพาะจากธุรกิจบริหารความมั่งคั่งและ bancassurance) และความสามารถในการทำกำไรที่ลดลงในครึ่งหลังปี 2568 จากอุปสงค์ที่ยังอ่อนแอและการแข่งขันของกลุ่มสินเชื่อธุรกิจที่รุนแรงขึ้น โดยสรุป ปี 2568 เป็นปีของการพยุงกำไร ไม่ใช่ปีของการสร้างการเติบโต
🪙แรงกดดันเชิงโครงสร้างเห็นได้ชัด
การลดภาระหนี้ (หนี้ครัวเรือนประมาณ 89% ของ GDP) ทำให้อุปสงค์จากกลุ่มรายย่อยและ SME อ่อนแอ ขณะที่ความไม่แน่นอนด้านภาษีนำเข้า ทำให้การลงทุนล่าช้า และทำให้สินเชื่อภาคธุรกิจเป็นแหล่งเติบโตเดียว แต่ต้องแลกด้วยผลตอบแทนที่ลดลง NIM ยังคงถูกกดดัน แม้อัตราการส่งผ่านดอกเบี้ยจะอยู่ในระดับต่ำ ฉุดจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ย สภาพคล่องส่วนเกิน (LDR ที่ต่ำลง) และโครงการช่วยเหลือต่าง ๆ เช่น คุณสู้เราช่วย คุณภาพสินทรัพย์โดยรวมดูทรงตัวจากการปรับโครงสร้างหนี้และการตั้งสำรองเพิ่มเติม แต่ความเสี่ยงถูกชะลอออกไป โดยสินเชื่อขั้น 2 ที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่ม SME สินเชื่อที่อยู่อาศัย และภาคการผลิต ชี้ถึงแรงกดดัน NPL ที่อาจกลับมาอีกครั้งตั้งแต่กลางปี 2569 เมื่อมาตรการสนับสนุนทยอยหมดลงและภาระค่างวดเพิ่มขึ้น สินเชื่อเช่าซื้อถูกกดดันน้อยลงในปี 2568 จากราคารถมือสองที่ดีขึ้นและการยึดรถที่ลดลง แต่ข้อจำกัดเชิงโครงสร้างและความเสี่ยงของการกลับมาอ่อนแอยังคงอยู่ในปี 2569-70 แม้การกำกับดูแลของ ธปท. จะช่วยเร่งการควบรวมไปสู่ผู้เล่นขนาดใหญ่ที่มีความได้เปรียบด้านขนาดก็ตาม
🪙การคืนเงินทุนให้ผู้ถือหุ้นกลายเป็นแรงหนุนการลงทุนหลักของกลุ่ม
จากโอกาสเติบโตที่จำกัด ธนาคารจึงหันมาเพิ่มการจ่ายเงินปันผลและการซื้อหุ้นคืน ส่งผลให้อัตราการจ่ายคืนเงินของกลุ่มปรับขึ้นมาที่ราว 55% และช่วยหนุนอัตราผลตอบแทนเงินปันผลให้อยู่ที่ระดับ 6-9% ซึ่งช่วยรองรับมูลค่าหุ้นที่ซื้อขายอยู่ราว 0.7 เท่าของ PBV ขณะเดียวกัน ต้นทุนเชิงโครงสร้างด้านความมั่นคงไซเบอร์และการปฏิบัติตามกฎระเบียบด้าน IT ที่เพิ่มขึ้น กำลังกลายเป็นภาระต้นทุนระยะยาว โดยธนาคารขนาดใหญ่ยังสามารถบริหารจัดการได้ แต่เป็นความท้าทายต่ออัตราส่วนต้นทุนต่อรายได้ (CIR) ของธนาคารขนาดเล็ก ทำให้ขนาดธุรกิจและประสิทธิภาพการดำเนินงานมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ
🪙แนวโน้มปี 2569
เราคาดกำไรของกลุ่มยังถูกกดดันจากการหดตัวของ NIM อย่างต่อเนื่อง (ผลกระทบต่อเนื่องจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในปี 2568 และ downside risk จากการผ่อนคลายนโยบายเพิ่มเติม) การเติบโตของสินเชื่อยังอ่อนแอภายใต้สภาพแวดล้อมการลดภาระหนี้ และคุณภาพสินทรัพย์เข้าสู่ภาวะปกติพร้อมการตกชั้นของสินเชื่อไปขั้นที่ 2 และการสิ้นสุดของมาตรการปรับโครงสร้างหนี้เริ่มมีนัยสำคัญมากขึ้น ปัจจัยสำคัญคือ credit cost โดยความเสี่ยงอาจกลับมาอีกครั้งตั้งแต่กลางปี 2569 เมื่อค่างวดภายใต้โครงการคุณสู้เราช่วยเพิ่มขึ้น และความตึงตัวของ SME/สินเชื่อที่อยู่อาศัยเริ่มปรากฏ อย่างไรก็ดี ระดับการตั้งสำรองและ overlays ที่สูง รวมถึงการจ่ายเงินปันผลและการซื้อหุ้นคืนที่ต่อเนื่องคาดจะยังช่วยจำกัด downside ทำให้การคัดเลือกหุ้นยังคงเน้นธนาคารที่มีงบดุลแข็งแกร่ง ความแข็งแกร่งของรายได้ค่าธรรมเนียม และความชัดเจนด้านการบริหารเงินทุนคึนให้ผู้ถือหุ้น (KKP, KTB)
มุมมอง KS
💸เราคงมุมมองเป็นกลางต่อกลุ่ม โดยชอบธนาคารที่มีความอ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ยต่ำ คุณภาพสินทรัพย์เช่าซื้อดีขึ้น มีฐานรายได้ค่าธรรมเนียมที่แข็งแกร่ง และมีการบริหารเงินทุนเชิงรุก
💸หุ้นเด่นคือ
- KKP จากแนวโน้มการปรับ credit cost ของธุรกิจเช่าซื้อกลับสู่ระดับปกติและมูลค่าหุ้นที่มีโอกาสเพิ่มขึ้นต่อจากรายได้ค่าธรรมเนียม
- KTB จากโครงสร้างสินเชื่อภาครัฐที่มีลักษณะเชิงรับ ระดับ buffer ที่สูง และ upside จากทิศทางการบริหารเงินทุนที่เป็นมิตรต่อผู้ถือหุ้นมากขึ้นในช่วงเข้าสู่ปี 2569

📲เปิดพอร์ตลงทุน >> https://ksecurities.co/open-account
⛳Follow us :
📲 LINE : https://ksecurities.co/KS-LineOA
📲 Facebook: https://ksecurities.co/KS-Facebook
📲 Instagram: https://ksecurities.co/KS-Instagram
📲 Twitter: https://ksecurities.co/KS-Twitter
📲 YouTube: https://ksecurities.co/KS-Youtube
📲 Threads: https://ksecurities.co/KS-Threads
#KS #หลักทรัพย์กสิกรไทย #KSecurities #การลงทุน #การลงทุนหลักทรัพย์ #ผลตอบแทน #ข่าวหุ้น #หุ้นไทย #BAY #KTB
#BBL #KKP #SCB #TISCO #TTB #BankingSector #ดอกเบี้ย #แบงก์ #ธนาคาร
ภาษาไทย
English