KS Daily View 16.02.2026 >>> ติดตามเลข GDP ไทย หากขยายตัวในอัตราต่ำ อาจหนุน กนง. ลดดอกเบี้ย คาด SET index วันนี้ที่ 1,420–1,440 จุด แนะนำ MTC และ CENTEL
สัปดาห์นี้ประเมิณกรอบ SET index ที่ 1,415 – 1,450 จุด ยังเป็นภาพของการปรับตัวขึ้น โดยคงมุมมองสำหรับแนวต้านสำคัญอยู่ที่ระดับ 1,450 จุด เทียบเท่าการซื้อขายที่ EPS ตลาดที่ 90.5 จุด บน PE 16x ซึ่งเป็นค่าเฉลี่ยระยะยาว และ 1,480 จุด ซึ่งเทียบเท่า PB 1.4x หรือ -1SD จากค่าเฉลี่ยระยะยาว อย่างไรก็ดี สัปดาห์นี้ตลาดหุ้นไทยอาจชะลอความร้อนแรงลงในช่วงสั้นหลังปรับตัวขึ้นแรงต่อเนื่องมากว่า 70 จุด หลังรู้ผลการเลือกตั้ง ในส่วนปัจจัยที่ต้องติดตาม วันจันทร์มีกำหนดรายงานตัวเลข GDP ของไทยสำหรับ 4Q25 และรวมทั้งปีสำหรับ 2025 โดยตลาดคาดตัวเลขมีแนวโน้มขยายตัวต่ำที่ราว 1.4% YoY เทียบกับ 1.2% YoY จาก 3Q25 ส่งผลให้ภาพทั้งปี 2025 เศรษฐกิจไทยคาดขยายตัว 2.1% ชะลอตัวลงจาก 2.5% ในปี 2024 ทั้งนี้หาก GDP ไทยยังขยายตัวต่ำที่ราว 1% อาจสนับสนุนให้ กนง. พิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงได้อีก 25bps ในการประชุมครั้งถัดไปในช่วงปลายเดือนนี้ ซึ่งจะเป็นบวกให้กับกลุ่ม Finance แต่เป็นลบกับกลุ่ม Banking ขณะที่ในช่วงปลายสัปดาห์วันพฤหัสฯ ติดตามการรายงานบันทึกการประชุม FOMC และวันศุกร์ มีกำหนดรายงานตัวเลข GDP ของสหรัฐฯ สำหรับ 4Q25 ซึ่งตลาดคาดมีแนวโน้มชะลอตัวลงเหลือ 2.8% จาก 4.4% ในไตรมาสก่อนหน้า
แนวโน้มตลาดหุ้นในประเทศวันนี้: ตลาดหุ้นไทยปิดที่ 1,430.41 จุด เพิ่มขึ้น +5.64% จากสัปดาห์ที่ผ่านหลังกลุ่มสื่อ รับเหมาก่อสร้าง บริการเฉพาะกิจ ปรับตัวขึ้น ในวันนี้เราประเมินกรอบ SET index ที่ 1,420–1,440 จุด อาจเห็นการพักฐานหลังปรับตัวขึ้นแรงในสัปดาห์ที่ผ่านมาและ SET index PER ซื้อขายใกล้ระดับค่าเฉลี่ยย้อนหลัง ในส่วนของปัจจัยที่ต้องติดตามวันนี้มีรายงานตัวเลข GDP ของไทยสำหรับ 4Q25 และรวมทั้งปีสำหรับ 2025 หากขยายตัวได้ในอัตราที่ต่ำอาจหนุนการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของ กนง. แนะนำ MTC และ CENTEL
ประเด็นสำคัญที่เป็นกระแสในช่วงนี้และมีผลต่อการลงทุน
- ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และนายกรัฐมนตรีอิสราเอล เบนจามิน เนทันยาฮู เห็นพ้องกันในการประชุมที่ทำเนียบขาวว่า สหรัฐฯ จะเดินหน้าเพิ่มแรงกดดันสูงสุดต่ออิหร่าน โดยเฉพาะการพยายามลดการส่งออกน้ำมันอิหร่านไปยังจีน ซึ่งเป็นลูกค้ารายใหญ่ที่รับซื้อมากกว่า 80% ของการส่งออกทั้งหมด หากดำเนินการได้สำเร็จจะกระทบรายได้หลักของอิหร่านอย่างมีนัยสำคัญ ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความพยายามรื้อฟื้นการเจรจานิวเคลียร์ผ่านตัวกลางโอมาน มองเป็น sentiment เชิงบวกกับ GRM ของกลุ่ม refineries จากแนวโน้มของ supply ที่ราคาถูกลดลง
- ครม.มีมติ 2 ธ.ค. 2025 ต่ออายุสัมปทานก๊าซธรรมชาติแหล่งไพลินในอ่าวไทยอีก 10 ปี (15 ม.ค. 2028–14 ม.ค. 2038) เพื่อรักษากำลังผลิตในประเทศราว 400 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน หรือประมาณ 10% ของความต้องการใช้ ช่วยลดความเสี่ยงนำเข้า LNG ราคาแพงและพยุงต้นทุนค่าไฟ ทั้งนี้กรมเชื้อเพลิงฯ เตรียมลงนามผู้ร่วมทุนและผลักดันแก้ พ.ร.บ.ปิโตรเลียม เพิ่มความยืดหยุ่นการต่ออายุสัมปทาน ยืดอายุสำรองก๊าซจากราว 8 ปีให้ใกล้/เกิน 10 ปี มองเป็นบวกเล็กน้อยกับ PTTEP และกลุ่มโรงไฟฟ้า SPP อย่าง BGRIM GPSC จากแนวโน้มของ spark spread ที่ปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อยจากสัดส่วน gas pool ของ gas ในประเทศที่เพิ่มขึ้นที่ถูกว่า spot LNG ราว 40%
- แม้กระทรวงการคลังยืนยันยังไม่รื้อฟื้นมาตรการ “ช้อปดีมีคืน” หรือ Easy E-Receipt เพราะประเมินแล้วกระตุ้นเศรษฐกิจได้ไม่คุ้มต้นทุนภาษีที่สูญเสียไป แต่มีรายงานว่ากำลังออกแบบมาตรการลักษณะใกล้เคียงใหม่ โดยมุ่งสนับสนุนสินค้า “Made in Thailand” อย่างชัดเจน อาจกำหนดเกณฑ์ใช้วัตถุดิบในประเทศไม่น้อยกว่า 40% ตามแนวทางสภาอุตสาหกรรมฯ หลังข้อมูลย้อนหลังชี้ว่ามาตรการเดิมช่วย GDP จำกัด เช่น ปี 2025 กระตุ้น GDP เพียง 0.12% แลกกับรายได้ภาษีที่หายไป 6,200 ล้านบาท มองเป็นจิตวิทยาการลงทุนเชิงบวกเล็กน้อยกับ CRC
- ก.ล.ต. เผยแบบรายงาน 246-2 ระบุว่า GULF เข้าซื้อหุ้น KBANK เพิ่มเมื่อ 12 ก.พ. 2026 ที่ราคาสูงสุด 197 บาท/หุ้น จำนวน 2,949,600 หุ้น (0.1254%) ส่งผลให้สัดส่วนถือครองเพิ่มจาก 232,855,400 หุ้น (9.9044%) เป็น 235,805,000 หุ้น (10.0298%) และเมื่อรวมหุ้นของบุคคลตามมาตรา 258 คือ นางนลินี รัตนาวะดี 123,030 หุ้น (0.0052%) ทำให้กลุ่ม GULF ถือหุ้น KBANK รวม 235,928,030 หุ้น คิดเป็น 10.0351% ของสิทธิออกเสียงทั้งหมด ทั้งนี้คาดว่า GULF จะรายงานผลประกอบการ 4Q25 ในวันที่ 17 ก.พ. นี้
- ในขณะเดียวกัน ประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทยเตรียมยื่น 3 ข้อเสนอถึงรัฐบาลใหม่หลังจัดตั้งแล้ว เพื่อเร่งฟื้นเศรษฐกิจ ได้แก่ 1) เดินหน้ามาตรการกระตุ้นระยะสั้นผ่าน “คนละครึ่งพลัส เฟส 2” พร้อมมาตรการส่งเสริมการใช้จ่ายต่อเนื่อง 1 ปี 2) มาตรการบริหารจัดการหนี้ MSME และ 3) จัดตั้งกองทุนดอกเบี้ยต่ำ 3–5% ช่วยผู้ประกอบการ Micro & Small ที่เข้าไม่ถึงสินเชื่อธนาคาร ครอบคลุมราว 3.2 ล้านราย มองเป็น sentiment เชิงบวกกับกลุ่มค้าปลีกอย่าง CPALL BJC CPAXT
MTC: ราคาพื้นฐาน 43.10 บาท
เรามีมุมมองเชิงบวกต่อ MTC จากแนวโน้มที่จะได้รับประโยชน์มากที่สุดจากการมีโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจจากรัฐบาลเนื่องจากลูกค้าส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผู้มีรายได้น้อยและเป็นเกษตกร นอกจากนี้เรามองว่า MTC มีสาขาเยอะสุดในกลุ่มจำนำทะเบียนมากถึง 8600 สาขา และในปี 2026 จะเป็นการเน้นเพิ่มประสิทธิภาพของสาขาเพื่อทำให้ยอดสินเชื่อต่อสาขาเติบโตเพิ่มมากขึ้น เรามองว่ามีโอกาสที่ MTC จะมี loan growth ในปี 2026 ที่ระดับ 10% ขึ้นไป นอกจากนี้เราเชื่อว่าขาดทุนรถยึดจะทยอยปรับตัวดีขึ้นในปีนี้ และคาดว่าในปี 2026 จะเริ่มเห็นการปรับลดลงของ ต้นทุนการเงินอย่างชัดเจนภายหลังการลดดอกเบี้ยถึง 4 ครั้งในปี 2025 ที่ผ่านมาและ 74% ของหนี้ MTC เป็น หนี้อัตราดอกเบี้ยลอยตัวจากธนาคารเป็นหลัก
CENTEL: ราคาพื้นฐาน 42.09 บาท
เรามีมุมมองเชิงบวกต่อ CENTEL จะมีผลการดำเนินงานที่ดีทั้งใน 4Q25 และ 1Q26 นี้โดยเราคาดการณ์ RevPar รวมใน 4Q25 จะเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งที่เติบโตได้ราว double digit เติบโตทุกประเทศใน portfolio โดยเราคาดการณ์ RevPar ในประเทศไทยสามารถโตได้ +5% มาจากโรงแรมในกรุงเทพที่คาดว่าจะเติบโตราว 2-3% และโรงแรมใน upcountry เติบโตราว 7% ในขณะที่โรงแรมใน Maldives มีโอกาสเติบโตได้ราว 40% จากการ ramp up occupancy rate สำหรับโรงแรมใหม่ 2 โรงใน Maldives มาอยู่ที่ระดับ above 40% ภายหลังการปรับ pricing strategy ใหม่ นอกจากนี้เราคาดว่าโรงแรมในทั้ง Japan และ Dubai จะมี RevPar growth ใน 4Q25 ได้ที่ระดับ 8% และ 3% ตามลำดับ และสำหรับ 1Q26 เราประเมินว่ามีโอกาสเติบโตแข็งแกร่งได้ต่อเนื่องจากยอด forward booking ที่มีการเติบโตได้ดีโดยในประเทศคาด RevPar growth อยู่ที่ระดับ 10-20% และใน Maldives คาดฟื้นตัวได้แรงจากฐานที่ต่ำในปี 2025 ที่ผ่านมาดังนั้น เราคาด CENTEL จะเป็นโรงแรมที่เติบโตได้อย่างแข็งแกร่งที่สุดในปี 2026 ที่ระดับ 18%
รายงานตัวเลขเศรษฐกิจ
วันจันทร์ ติดตามรายงานการเติบโต GDP ของญี่ปุ่น ใน 4Q25 ครั้งแรก ตลาดคาดการณ์ที่ +3.2% YoY ชะลอตัวจากไตรมาสก่อนหน้าที่ +3.4% ต่อด้วยการรายงาน GDP ใน 4Q25 ของไทยตลาดคาดการณ์ที่ +1.4% YoY เทียบกับไตรมาสก่อนหน้าที่ +1.2% YoY ขณะที่ส่วนของรายปี 2025 ตลาดคาดการณ์ที่ +2.1% YoY เทียบกับไตรมาสก่อนหน้าที่ +2.5% YoY
วันอังคาร ติดตามดัชนีการผลิตรัฐนิวยอร์ก (Empire State Manufacturing Index) เดือน ก.พ. ตลาดคาดการณ์ที่ +7.4 จุดเทียบกับเดือนก่อนหน้าที่ +7.7 จุด
วันพุธ ติดตามยอดคำสั่งซื้อสินค้าคงทน (US Durable Goods Orders) ของสหรัฐในเดือน ธ.ค. ตลาดคาดการณ์ที่ -1.9% MoM เทียบกับเดือนก่อนหน้าที่ +5.3% MoM ต่อด้วยการรายงานจำนวนที่อยู่อาศัยเริ่มสร้าง (US Housing Starts) ของสหรัฐ เดือน ธ.ค. ตลาดคาดการณ์ที่ 1.31 ล้านหลัง และ รายงานใบอนุญาตก่อสร้างบ้าน (US Building Permits) ของสหรัฐ เดือน ธ.ค. ตลาดคาดการณ์ที่ 1.42 ล้านหลัง ปิดท้ายด้วยรายงานบันทึกการประชุมของคณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารสหรัฐ (FOMC minutes)
วันพฤหัสบดี ติดตามดัชนีภาคการผลิตจากธนาคารกลางรัฐฟิลาเดลเฟีย เดือน ก.พ. ตลาดคาดการณ์ที่ 6.4 จุดเทียบกับเดือนก่อนหน้าที่ 12.6 จุด ปิดท้ายด้วยจำนวนคนที่ยื่นขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรก (Initial Jobless Claims) ในสัปดาห์ที่ผ่านมาตลาดคาดการณ์ที่ 2.27 แสนตำแหน่ง
วันศุกร์ ติดตามตัวเลขเงินเฟ้อของญี่ปุ่น (Japan Inflation) เดือน ม.ค. ตลาดคาดการณ์ที่ +1.6% YoY เทียบกับเดือนก่อนหน้าที่ +2.1% YoY และ เงินเฟ้อที่ไม่รวมราคาอาหารและพลังงานตลาดคาดการณ์ที่ +2.6% YoY เทียบกับเดือนก่อนหน้าที่ +2.9% YoY ต่อด้วยติดตามการรายงานของ GDP ใน 4Q25 ของสหรัฐครั้งแรก ตลาดคาดการณ์ที่ 2.8% QoQ เทียบกับไตรมาสก่อนหน้าที่ 4.4% QoQ
เปิดพอร์ตลงทุน >> https://ksecurities.co/open-account
ดูข้อมูลหุ้นเพิ่มเติมผ่านแอป KS TRADE+ โหลดเลย >> https://ksecurities.co/KSTradePlus
Follow us :
LINE : https://ksecurities.co/KS-LineOA
Facebook: https://ksecurities.co/KS-Facebook
Instagram: https://ksecurities.co/KS-Instagram
Twitter: https://ksecurities.co/KS-Twitter
YouTube: https://ksecurities.co/KS-Youtube
#KS #หลักทรัพย์กสิกรไทย #Ksecurities #การลงทุน #หุ้นไทย #การลงทุนหลักทรัพย์ #ผลตอบแทน #ข่าวหุ้น #DAILYVIEW
คำเตือน : กรุณาทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน
ภาษาไทย
English