☀️KS Daily View 26 มี.ค. 2026>>> มองว่าบรรยากาศการลงทุนวันนี้เป็นบวกประเมินกรอบของ SET index ที่ 1,445-1,470 จุด ขณะเดียวกัน กองทุนน้ำมันมีมติปรับขึ้นราคาน้ำมันทุกชนิด 6 บาทต่อลิตร แนะนำ SC และ BCH
📊 แนวโน้มตลาดหุ้นในประเทศวันนี้: SET index วานนี้ปิดตลาดที่ 1,457.91 เพิ่มขึ้น 47.52 จุด (+3.37%) นำโดยกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ กลุ่มพลังงาน และกลุ่มขนส่ง ขณะที่โฟลว์ของนักลงทุนต่างชาติมียอดซื้อหุ้นไทยสุทธิ 4.83 พันลบ. ต่อเนื่องจากวันที่ผ่านมาด้วยภาพสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางผ่อนคลายลงต่อ โดยเริ่มมีการยื่นข้อเสนอของการหยุดยิงในแต่ละฝ่าย มองว่าบรรยากาศการลงทุนวันนี้เป็นบวกประเมินกรอบของ SET index ที่ 1,445-1,470 จุด
ทั้งนี้นับตั้งแต่เกิดเหตุสงคราม SET index ได้ไป Bottom ที่ 1,331.23 ในวันที่ 9 มี.ค. 2026 ก่อนขึ้นมาปิดวันที่ 1,382.97 จุด หากนับตั้งแต่วันที่ SET index Bottom ดัชนีมีการปรับตัวขึ้น 3.37% ขณะที่กลุ่มที่ยัง underperform ได้แก่ กลุ่มการเงิน กลุ่มค้าปลีก และ กลุ่มโรงพยาบาล ที่อาจเห็น flow กลับมาสลับเข้ากลุ่มยังคง laggard กว่าเพื่อน ในขณะเดียวกัน กองทุนน้ำมันมีมติปรับขึ้นราคาน้ำมันทุกชนิด 6 บาทต่อลิตร มีผล 26 มี.ค. อาจส่งผลให้เงินเฟ้อมีแนวโน้มที่อาจกลับมาเร่งตัวขึ้น หนุนภาพของการจบรอบของ easing cycle ของการลดดอกเบี้ยของ ธปท.
กลยุทธ์วันนี้เน้นหุ้นที่อยู่ใน laggard play ของการฟื้นตัวประกอบกับ มีความสามารถในการส่งผ่านต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้ อย่าง SC และ BCH
🚩ประเด็นสำคัญที่เป็นกระแสในช่วงนี้และมีผลต่อการลงทุน:
- บริษัท Cairn Oil & Gas ของอินเดียลดกำลังการผลิตน้ำมันลง 10% เหลือประมาณ 110,000 บาร์เรลต่อวัน เนื่องจากปัญหาด้านโลจิสติกส์การขนส่งจากวิกฤตตะวันออกกลาง อย่างไรก็ตามบริษัทคาดว่าจะไม่ลดการผลิตเพิ่มเติม มองเป็นบวกเล็กน้อยกับ TOP SPRC BCP
- กองทุนน้ำมันมีมติปรับขึ้นราคาน้ำมันทุกชนิด 6 บาทต่อลิตร มีผล 26 มี.ค. จากผลกระทบสงครามตะวันออกกลางที่ทำให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งแรง และภาระกองทุนที่ต้องชดเชยสูงวันละกว่า 2,500 ล้านบาท จึงจำเป็นต้องลดการอุดหนุนเพื่อรักษาเสถียรภาพระยะยาว มองเป็นจิตวิทยาการลงทุนเชิงบวกกับกลุ่ม retail oil อย่าง PTG และ OR
- กกพ. เสนอ 3 ทางเลือกค่าไฟฟ้าเดือน พ.ค-ส.ค. 2026 โดย 1) ปรับค่าไฟฟ้าขึ้นจาก 3.88 บาท เป็น 4.59 บาท โดยใช้หนี้ EGAT ทั้งหมด และสะท้อนต้นทุนจริง เรามองว่าเป็นไปไม่ได้ และไม่เคยเกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา, 2) สะท้อนต้นทุนจริงที่ปรับเพิ่มขึ้น ขึ้นค่าไฟฟ้าเป็น 4.08 บาท แต่ให้ EGAT รับหนี้ก้อนเดิมไว้ก่อน เรามองว่ามีความน่าจะเป็นตํ่า, 3) ปรับค่าไฟขึ้นเล็กน้อย 3.88 บาท เป็น 3.95 บาท โดยใช้เงินของการไฟฟ้ามาช่วยลดต้นทุน มองว่ามีความเป็นไปได้มากขึ้น, และ 4) ไม่อยู่ในข้อเสนอ คือตรึงค่าไฟฟ้าที่ 3.88 บาท ตามที่ รมต พลังงานพูด มองว่ามีความเป็นไปได้เช่นกัน อิงจากที่ผ่านมาที่ค่าไฟฟ้าจริงอาจตํ่ากว่าที่ กกพ เสนอประมาณ 0.1-0.2 บาท ทั้งนี้ กกพ. มองราคา pool gas ปรับตัวขึ้นประมาณ 20% ในงวดที่ 2 ของปี ซึ่งต้นทุนโรงไฟฟ้า gas จะปรับตัวขึ้นราว 0.4-0.5 บาทต่อหน่วย ซึ่งเรามองว่า ค่าไฟฟ้าจะปรับขึ้นไม่ทัน (หากมีการปรับใดๆ) มองเป็นลบกับ BGRIM และ GPSC จากแนวโน้ม GPM ที่อาจถูกกดันในนาคต
- การประชุมผู้ถือหุ้นสามัญประจำปีของ SCC โดย CEO แจ้งต่อผู้ถือหุ้นเพิ่มเติมว่าสามารถหาวัตถุดิบสำหรับโรงงานปิโตรเคมี MOC และ LSP โดยจะสามารถดำเนินการได้ตลอดทั้งเดือน พ.ค. นี้ จากเมื่อวานนี้ที่มีความมั่นใจว่าสามารถดำเนินการถึงปลาบ เมย โดยเป็นการจัดหาเพิ่มเติมจากแหล่ง non Middle East ซึ่งเรามีมุมมองเชิงบวกเพิ่มมากขึ้น สำหรับ SCC แต่ ROC จะยังปิดดำเนินงานเหมือนเดิม และมองว่าราคาหุ้นน่าจะกลับไปราวๆ -1SD PBv คิดเป็นราคาหุ้นราวๆ 200-215 บาท
- กระทรวงพาณิชย์เร่งออกมาตรการช่วยชาวนาเพื่อลดผลกระทบต้นทุนที่สูงขึ้นจากวิกฤตตะวันออกกลาง โดยเตรียมดูดซับข้าวนาปรัง 1 ล้านตัน ผ่านจุดรับซื้อที่ให้ราคาสูงกว่าตลาด 300 บาทต่อตัน พร้อมจัดตลาดนัดข้าวเพิ่มช่องทางขายและลดค่าขนส่ง รวมถึงดูแลความเป็นธรรมในการซื้อขาย ขณะเดียวกันมีโครงการลดต้นทุน เช่น “ปุ๋ยธงเขียวพลัส” ช่วยลดค่าปุ๋ยสูงสุด 1,400 บาทต่อราย มองเป็นจิตวิทยาการลงทุนเชิงบวกเล็กน้อยกับกลุ่มการเงินจากมาตรการช่วยเหลือของรัฐ
หุ้นแนะนำวันนี้ Top pick:
🎯 SC: ราคาพื้นฐาน 2.61 บาท
เรามีมุมมองเชิงบวกต่อ SC จากการคาดการณ์การเติบโตของกำไรในปี 2025 ที่ระดับ 20% จากแผนธุรกิจในปี 2026 ที่ค่อนข้างโดดเด่นที่สุดในกลุ่ม โดยมีการตั้งเป้าหมายยอด Presale ที่ระดับ 27,000 ล้านบาทเติบโตขึ้น 33% มาจากการออกโครงการใหม่ราว 28,500 ล้านบาท ทั้งนี้เราคาดว่าปีนี้รายได้ของ SC จะเติบโตอย่างแข็งแกร่งจากการรับรู้รายได้ Backlog ที่จะเตรียมโอน 2 โครงการในช่วง 1H26 คือ COBE Rama9 และ COBE Kaset-Sripathum จำนวนสองโครงการรวมราว 5 พันล้านบาทจาก backlog ราว 7 พันล้านบาทในปี 2026 ขณะที่ระดับ valuation ที่ไม่แพง PE ราว 4.5 เท่าและมี dividend yield ที่ 9%.
🎯 BCH: ราคาพื้นฐาน 11.70 บาท
เรามีมุมมองเชิงบวกต่อ BCH และเลือกเป็น defensive proxy สำหรับกลุ่มโรงพยาบาลโดยปัจจุบันซื้อขายที่ระดับ -2SD ของ Fwd PE ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา โดยในปี 2026 เราคาดปัจจัยที่จะสนับสนุนรายได้ของ SSO คือการการันตีการจ่าย High cost care ที่ระดับ 12,000 บาทต่อ RW และโอกาสที่ SSO จะมีการปรับค่า Basic capitation ที่จ่ายจากเดิมอยู่ราว 1,808 บาทต่อหัว เพิ่มอีกราว 10% เป็นระดับ 2,000 บาทต่อคนต่อหัว หลังจากไม่ได้เพิ่มมาเป็นเวลากว่า 3 ปี เราคาดหากมีการประเพิ่มขึ้นในช่วง 2H26 จะส่งผลทำให้กำไรปรับตัวเพิ่มขึ้นราว 12% หรือ 165 ล้านบาทต่อปี เนื่องจากในปี 2026 ที่ผ่านมา SSO มีการทยอยปรับขึ้นเงินสบทบที่เรียกเก็บในแต่ละเดือนจาก 750 บาทต่อคนไปอยู่ที่ 875 บาทต่อคน ส่งผลทำให้กองทุนประกันสังคมมีเงินเพิ่ม นอกจากนี้เรามองว่าด้วยฐานของคนไข้ตะวันออกกลางและคนไข้กัมพูชาที่เป็นฐานต่ำ จะช่วยลดความคาดหวังการเติบโตของกลุ่มคนไข้ต่างชาติและใน 1Q26 ที่ผ่านมาบริษัทรายงาน WMC มีการเติบโตของคนไข้ตะวันออกกลางอยู่ที่ 80-90% จากการกลับมาเริ่มส่งคนไข้จากกลุ่มประเทศกาต้าร์
รายงานตัวเลขเศรษฐกิจ
✅วันพฤหัสบดี ติดตามจำนวนคนที่ยื่นขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรก (Initial Jobless Claims) ในสัปดาห์ที่ผ่านมาตลาดคาดการณ์ที่ 2.10 แสนตำแหน่ง เทียบกับสัปดาห์ก่อนหน้าที่ 2.05 แสนตำแหน่ง
✅วันศุกร์ ติดตามการอภิปรายของเฟด Jefferson เกี่ยวกับเศรษฐกิจที่ธนาคารกลางสหรัฐสาขาดัลลัส
*ข้อมูลสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามข้อมูลใหม่และแหล่งที่มาที่แตกต่างกัน

📝 เปิดพอร์ตลงทุนออนไลน์กับ KS ได้แล้ววันนี้!
📲เปิดพอร์ตลงทุน >> https://ksecurities.co/open-account
⛳Follow us :
📲 LINE : https://ksecurities.co/KS-LineOA
📲 Facebook: https://ksecurities.co/KS-Facebook
📲 Instagram: https://ksecurities.co/KS-Instagram
📲 Twitter: https://ksecurities.co/KS-Twitter
📲 YouTube: https://ksecurities.co/KS-Youtube
#KS #หลักทรัพย์กสิกรไทย #KSecurities #การลงทุน #หุ้นไทย #การลงทุนหลักทรัพย์ #ผลตอบแทน #ข่าวหุ้น #DAILYVIEW
คำเตือน : กรุณาทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน
ภาษาไทย
English