KS Daily View 18 มี.ค. 2026

KS Daily View 18 มี.ค. 2026

Analysis by KS Research Strategy
Mar 18, 2026
Back

KS Daily View 18.03.2026 >>> คืนนี้จับตาผลการประชุมของ Fed คาดว่า Fed จะคงอัตราดอกเบี้ย หลังราคาพลังงานสูงกระทบเงินเฟ้อ กรอบ SET index วันนี้ที่ 1,425-1,445 จุด แนะนำ CENTEL และ PTTGC

แนวโน้มตลาดหุ้นในประเทศวันนี้: SET index วานนี้ปิดตลาดที่ 1,433.88 เพิ่มขึ้น 28.86 จุด (+2.05%) นำโดยกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ กลุ่มพลังงาน และกลุ่มสื่อสาร หลังสหรัฐฯ อนุญาตให้ เรือบรรทุกน้ำมันของอิหร่านเดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ส่วนของโฟลว์ของนักลงทุนต่างชาติพลิกกลับมามียอดซื้อหุ้นไทยสุทธิที่ 2.43 พันลบ. จากที่ขายติดต่อกันเป็นเวลา 8 วัน วันนี้ประเมินกรอบของ SET index ที่ 1,425-1,445 จุด ที่เริ่มอาจเห็นตลาดมีการพักฐานประกอบกับอาณาเขตของสงครามดูเหมือนจะจำกัดวงหลังพันธมิตรนาโตไม่เข้าร่วมปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่าน แม้สหรัฐจะชักชวนและเป็นผู้สนับสนุนหลักด้านความมั่นคง ส่งผลให้ตลาดคลายกังวลบางส่วนของการลุกลามของสงคราม อย่างไรก็ดีราคาน้ำมันดิบยังคงยืนอยู่ในระดับสูงและผันผวนตามปัจจัยใหม่ที่เข้ามากระทบ ขณะที่ปัจจัยที่ต้องติดตาม คืนนี้ผลการประชุมของ Fed เรื่องดอกเบี้ยนโยบายตลาดคาดการณ์ว่า Fed จะคงอัตราดอกเบี้ยระดับ 3.50%-3.75% และเปิดเผยคาดการณ์แนวโน้มของเศรษฐกิจของสหรัฐจากทางธนาคารกลาง (FOMC Economic Projections) ที่อาจส่อถึงแนวโน้มนโยบายการเงินในอนาคตหลังจากที่ราคาพลังงานปรับตัวเพิ่มขึ้นสูงกระทบกับเงินเฟ้อ กลยุทธ์ในการลงทุนแนะนำ CENTEL จากตัวเลขนักท่องเที่ยวที่มี momentum ฟื้นตัวจากสัปดาห์ก่อนหน้าโดยเฉพาะ short haul และ PTTGC จากผลกระทบของ supply risk น้อยกว่าผู้เล่นรายอื่นเนื่องด้วยใช้ ethane ในการผลิตเป็นส่วนใหญ่

ประเด็นสำคัญที่เป็นกระแสในช่วงนี้และมีผลต่อการลงทุน:

  1. ข้อมูล IEA ชี้ว่า ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางพลังงานสำคัญของโลก โดยน้ำมันกว่า 80% และ LNG เกือบ 90% ที่ผ่านเส้นทางนี้มีปลายทางอยู่ในเอเชีย และคิดเป็นเกือบ 1 ใน 5 ของการค้า LNG โลก ซึ่งแทบไม่มีเส้นทางทดแทนได้ ทำให้ความตึงเครียดในพื้นที่กระทบตลาดพลังงานอย่างมาก ขณะที่ไทยเร่งกระจายความเสี่ยง โดยเจรจานำเข้า LNG จากสหรัฐเพิ่มจาก 1 เป็น 1.3 ล้านตัน/ปี และเร่งส่งมอบเร็วขึ้น รวมถึงใช้มาตรการสำรองพลังงานและลดการพึ่งพาตะวันออกกลาง ด้านสหรัฐเองก็เพิ่มกำลังส่งออก LNG เพื่อเสริมอุปทานโลก มองเป็นจิตวิทยาการลงทุนเชิงบวกกับ BANPU
  2. กระทรวงการท่องเที่ยวฯ เผยว่า นักท่องเที่ยวต่างชาติสัปดาห์ 9–15 มี.ค. 2026 ฟื้นตัวต่อเนื่อง โดยมีจำนวนรวม 628,451 คน เพิ่มขึ้น 1.98% จากสัปดาห์ก่อนซึ่งแรงหนุนหลักมาจาก ตลาดระยะใกล้ (Short haul) เช่น จีน อินเดีย และญี่ปุ่น ที่ฟื้นตัวชัดเจน โดยจีนยังเป็นตลาดอันดับ 1 ขณะที่ยอดสะสมตั้งแต่ต้นปีถึง 15 มี.ค. อยู่ที่ 7.86 ล้านคน ส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวสะสม 1 ม.ค. - 15 มี.ค. อยู่ที่ 7.87 ล้านคนลดลง -4.14% YoY เทียบกับช่วง 1 ม.ค.–11 มี.ค. 2026 มีนักท่องเที่ยวสะสม 7.49 ล้านคน ลดลง 4.4% YoY มองเป็นบวกกับกลุ่มท่องเที่ยวอย่าง CENTEL ERW AWC จากแนวโน้มนักท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวขึ้นหลังเกิดเหตุสงครามในตะวันออกกลาง
  3. รัฐมนตรีพลังงานเตรียมหารือกับ กกพ. เกี่ยวกับค่าไฟในงวดที่สอง (พ.ค.-ส.ค.) โดยจะคำนวณต้นทุนค่าไฟฟ้า และจะตรึงราคาค่าไฟฟ้าไว้ที่ 3.88 บาท/หน่วย โดยใช้กลไกจากหลายภาคส่วน มองเป็นลบต่อกลุ่มโรงไฟฟ้า เนื่องจากต้นทุนพลังงานกำลังปรับตัวขึ้น โดยเฉพาะการนำเข้า LNG ซึ่งปัจจุบันราคาปรับตัวขึ้นมากว่า 70% มาอยู่ที่ประมาณ $18-20 ต่อ mmbtu เทียบกับเดือน ก.พ. ก่อนสงครามตะวันออกกลางจะเริ่มต้นขึ้น ส่งผลกระทบต่อโรงไฟฟ้า SPP นั้น จะทำให้ margin แคบลงอย่างมีนัยสำคัญ หากทางภาครัฐไม่ได้มีนโยบายในการชดเชยหรือ subsidize ให้กับภาพการผลิตไฟฟ้าและส่วนต่างราคาค่าไฟฟ้าจะปรับตัวลดลงจากประมาณ 1.4 บาทต่อหน่วย เหลือเพียงประมาณ 0.7-0.8 บาทต่อหน่วย และกระทบกำไรของโรงไฟฟ้าประมาณ 30-40% โดยเฉพาะ BGRIM GPSC หากสถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย และทางภาครัฐต้องการที่จะตรึงค่าไฟไปจนถึงสิ้นปี
  4. รัฐมนตรีพลังงานยืนยันว่า ราคาน้ำมันดีเซลจะปรับขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่ขึ้นรวดเดียวถึง 33 บาท/ลิตร เพื่อไม่ให้กระทบประชาชน พร้อมขอให้ประชาชน อย่าตื่นตระหนกหรือกักตุน เนื่องจากปริมาณน้ำมันยังเพียงพอ โดยไทยมีสำรองเพิ่มเป็นประมาณ 100 วัน ปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นเพียงคอขวดด้านการขนส่ง ไม่ใช่การขาดแคลน มองเป็นลบกับ PTG และ OR จากแนวโน้ม Marketing margin ที่ยังคงถูกกดดันหากราคาน้ำมันปรับตัวขึ้น
  5. รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีคลังเรียกประชุมด่วนประเมินผลกระทบเศรษฐกิจไทยจากสงครามตะวันออกกลาง หลังสถานการณ์ยืดเยื้อกว่าคาดและดันราคาน้ำมันพุ่ง โดยระบุว่าหากราคาน้ำมันเพิ่มทุก 10 ดอลลาร์ จะกระทบ GDP ไทยลดลงราว 0.2%

Daily pick

CENTEL: ราคาพื้นฐาน 42.09 บาท
ใน 1Q26 เราประเมินว่ามีโอกาสเติบโตแข็งแกร่งได้ต่อเนื่องจากยอด forward booking ที่มีการเติบโตได้ดีโดยในประเทศโดยผู้บริหารคาดว่าผลการดำเนินงานใน 1Q26 จะยังคงแข็งแกร่ง โดยในเดือนม.ค. RevPar อยู่ที่ 5,894 บาท (+6% YoY) จาก ADR ที่ 7,472 บาท (+3% YoY) และ OCR ที่ระดับ 79% (+2 ppts YoY) ทั้งนี้โรงแรมใน Maldives คาดฟื้นตัวได้แรงจากฐานที่ต่ำในปี 2025 ที่ผ่านมาประกอบกับอาคารผู้โดยสารสนามบินแห่งใหม่และการเชื่อมต่อเที่ยวบินที่ดีขึ้น ดั้งนั้นคาดว่า CENTEL จะเป็นโรงแรมที่เติบโตได้อย่างแข็งแกร่งที่สุดในปี 2026 ที่ระดับ 18%

PTTGC: ราคาพื้นฐาน 35.00 บาท
เราแนะนำเก็งกำไร PTTGC จากความคาดหวังการฟื้นตัวของราคาหุ้นจากผลกระทบของภาวะสงครามในช่วงสัปดาห์ก่อน เราประเมิน PTTGC มีผลกระทบในแง่ของ supply risk น้อยกว่าผู้เล่นรายอื่นเนื่องจาก PTTGC มีสัดส่วนของการนำเข้าน้ำมันดิบจากกลุ่มตะวันออกกลางเพียง 12% และที่เหลือนำเข้าจากแหล่งอื่น เมื่อเทียบกับ TOP, SPRC หรือ IRPC ที่มีสัดส่วนการนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางที่ระดับ 70-90% เรามองว่า PTTGC จะได้รับประโยชน์จากค่าการกลั่นที่เพิ่มขึ้นจากภาวะสงครามและมีปัญหาน้อยสุดในการรักษาระดับการกลั่น โดย PTTGC มีสัดส่วน EBITDA จากโรงกลั่นราว 30% ในปี 2025 ที่ผ่านมา นอกจากนี้แม้จะยังคงมีความเสี่ยงเรื่องของ spread ของสินค้าปิโตรเคมีที่ยังถูกกดดันจากทั้งราคาต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้นและความอ่อนแอของเศรษฐกิจเราเชื่อว่าจะเป็นตัวทำให้เกิด capacity rationalization ได้เร็วยิ่งขึ้นประกอบกับวันที่ 1 เมษายน นี้จะเป็นวันแรกที่ทางการจีนจะตัด Export Tax rebate ลดลงจาก 9-13% เหลือ 0% ส่งผลทำให้ความสามารถในการแข่งขันของสินค้าจีนลดลงเช่นกัน

รายงานตัวเลขเศรษฐกิจ

วันพุธ ติดตามรายงานตัวเลขเงินเฟ้อของสหภาพยุโรปครั้งสุดท้าย (EU CPI) เดือน ก.พ. โดยตลาดคาดการณ์ที่ +1.9% YoY ทรงตัวจากเดือนก่อนหน้า และตัวเลขเงินเฟ้อที่ไม่รวมราคาอาหารและพลังงาน (EU Core CPI) ตลาดคาดการณ์ที่ +2.4% YoY ทรงตัวจากเดือนก่อนหน้า ต่อด้วย รายงานดัชนีราคาผู้ผลิต (US PPI index) ของสหรัฐฯ สำหรับเดือน ก.พ. เทียบกับเดือนก่อนหน้าที่ 2.90% YoY และการรายงานยอดสั่งซื้อสินค้าจากโรงงานในสหรัฐ (US Factory Orders) เดือน ก.พ. เทียบกับเดือนก่อนหน้าที่ -0.7% MoM ปิดท้ายด้วยผลการประชุมของ Fed เรื่องดอกเบี้ยนโยบายตลาดคาดการณ์ว่า Fed จะคงอัตราดอกเบี้ยระดับ 3.50%-3.75% และเปิดเผยคาดการณ์แนวโน้มของเศรษฐกิจของสหรัฐจากทางธนาคารกลาง (FOMC Economic Projections)

วันพฤหัสบดี ติดตามผลการประชุมของ BoJ โดยตลาดคาดว่า BoJ จะคงอัตราดอกเบี้ยที่ 0.75% ต่อด้วยผลการประชุมอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางยุโรป (ECB interest rate decision) ตลาดคาดการณ์ว่า ECB จะคงอัตราดอกเบี้ยจากครั้งก่อนหน้า ปิดท้ายด้วยจำนวนคนที่ยื่นขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรก (Initial Jobless Claims) ในสัปดาห์ที่ผ่านมาตลาดคาดการณ์ที่ 2.13 แสนตำแหน่ง

วันศุกร์ ติดตามติดตาม Loan prime rate ของธนาคารกลางจีนระยะเวลา 1 ปีคาดการณ์ไว้ที่ 3.0% ทรงตัวจากครั้งก่อนหน้า และ Loan prime rate อายุ 5 ปีคาดการณ์ไว้ที่ 3.5% ทรงตัวจากครั้งก่อนหน้า

เปิดพอร์ตลงทุน >> https://ksecurities.co/open-account
ดูข้อมูลหุ้นเพิ่มเติมผ่านแอป KS TRADE+ โหลดเลย >> https://ksecurities.co/KSTradePlus

Follow us :
LINE : https://ksecurities.co/KS-LineOA
Facebook: https://ksecurities.co/KS-Facebook
Instagram: https://ksecurities.co/KS-Instagram
Twitter: https://ksecurities.co/KS-Twitter
YouTube: https://ksecurities.co/KS-Youtube

#KS #หลักทรัพย์กสิกรไทย #Ksecurities #การลงทุน #หุ้นไทย #การลงทุนหลักทรัพย์ #ผลตอบแทน #ข่าวหุ้น #DAILYVIEW

คำเตือน : กรุณาทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน

Search

Recommended searches