KS : SCGP ขยายกำลังการผลิตกระดาษสำหรับผลิตแผ่นยิปซัม
📍SCGP รายงาน กำไรสุทธิ 2Q69 ที่ 2.3 พันลบ. เพิ่มขึ้น 128% YoY และ 47% QoQ
✅การเติบโตของกำไรได้รับแรงหนุนจาก 1) ธุรกิจเยื่อและกระดาษ ซึ่งได้รับประโยชน์จากการฟื้นตัวของ Fajar หลังการเพิ่มประสิทธิภาพด้านต้นทุนพลังงานและการปรับโครงสร้างเงินทุนอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้อัตรากำไร EBITDA ของธุรกิจเยื่อและกระดาษเพิ่มขึ้นเป็น 9.5% ในไตรมาส 2/2569 จาก 7.0% ในไตรมาส 2/2568 และ 4.8% ในไตรมาส 1/2569 และ 2) ธุรกิจบรรจุภัณฑ์ครบวงจร ซึ่งได้รับประโยชน์จากการฟื้นตัวของอุปสงค์หลังผ่านช่วงวันหยุดยาวในไตรมาส 1/2569 ได้แก่ เทศกาลตรุษจีนในเวียดนาม และเทศกาลฮารีรายอในอินโดนีเซีย ส่งผลให้ปริมาณขายของธุรกิจบรรจุภัณฑ์ครบวงจรเพิ่มขึ้น 4% YoY และ 4% QoQ มาอยู่ที่ 1.3 ล้านตัน
📍ขยายกำลังการผลิตกระดาษสำหรับผลิตแผ่นยิปซัม ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีอัตรากำไรสูง
✅SCGP ประกาศแผนการลงทุนมูลค่า 9.85 พันลบ. เพื่อขยายกำลังการผลิตกระดาษสำหรับผลิตแผ่นยิปซัม (plasterboard liner) ที่โรงงานเดิมในประเทศไทยอีก 400,000 ตัน/ปี โดยคาดว่าจะเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ในไตรมาส 4/2571 กำลังการผลิตใหม่จะเพิ่มจากกำลังการผลิตกระดาษสำหรับผลิตแผ่นยิปซัมเดิมที่ราว 170,000 ตัน/ปี
📍ใช้เงินลงทุนในระดับน่าสนใจ ขณะที่ระดับหนี้ยังสามารถบริหารจัดการได้
✅เราประเมินต้นทุนการลงทุนที่ราว 750 ดอลลาร์สหรัฐฯ/ตัน ซึ่งอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับประมาณ 972 ดอลลาร์สหรัฐฯ/ตันของโครงการกระดาษบรรจุภัณฑ์ VKPC ในเวียดนามที่เคยมีแผนลงทุนก่อนหน้านี้ SCGP มีแผนใช้เงินกู้เป็นแหล่งเงินทุนหลักสำหรับโครงการ โดยจะทยอยใช้งบลงทุนในช่วงปี 2569–71 จากประมาณการเบื้องต้นของเรา การลงทุนดังกล่าวอาจทำให้อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมและค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) เพิ่มขึ้นเป็นราว 2.1 เท่าในปี 2571 จากประมาณการเดิมของเราที่ 1.6 เท่า แต่ยังต่ำกว่าเพดานตามนโยบายภายในของ SCGP ที่ 3.0 เท่า ดังนั้น เราจึงมองว่าความเสี่ยงด้านฐานะการเงินมีจำกัด และยังไม่มีความกังวลในระยะสั้นเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการเพิ่มทุน
📍มีศักยภาพสร้างกำไรเพิ่มราว 707 ลบ.ต่อปี
✅กระดาษสำหรับผลิตแผ่นยิปซัมจัดอยู่ในกลุ่มผลิตภัณฑ์กระดาษบรรจุภัณฑ์มูลค่าสูง และโดยทั่วไปมีอัตรากำไรสูงกว่ากระดาษบรรจุภัณฑ์ทั่วไป ซึ่งจะช่วยปรับปรุงสัดส่วนผลิตภัณฑ์ของ SCGP เมื่อกำลังการผลิตใหม่ทยอยเพิ่มขึ้น เราประเมินว่าโครงการดังกล่าวอาจสร้างกำไรสุทธิราว 707 ลบ.ต่อปีเมื่ออัตราการใช้กำลังการผลิตเพิ่มขึ้นเต็มที่ ซึ่งเราคาดว่าจะเกิดขึ้นราวปี 2574 คิดเป็น upside ราว 8% ต่อประมาณการกำไรปี 2574 ปัจจุบันของเราที่ราว 9 พันลบ. อย่างไรก็ตาม โครงการดังกล่าวจะมีผลกระทบต่อกำไรในระยะสั้นค่อนข้างจำกัดก่อนเริ่มดำเนินการในไตรมาส 4/2571
📍มุมมอง KS
✅“ซื้อ” ด้วยราคาเป้าหมายเดิมที่ 37.30 บาท ราคาเป้าหมายของเราที่ 37.30 บาท อิงฐานการประเมินมูลค่ากลางปี 2570 โดยใช้ PER เป้าหมายที่ 23.7 เท่า (+0.5SD) เรามองการลงทุนดังกล่าวในเชิงบวก เนื่องจากช่วยปรับปรุงสัดส่วนผลิตภัณฑ์ของ SCGP เพิ่มสัดส่วนผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับภาคก่อสร้างซึ่งมีแนวโน้มเติบโตเชิงโครงสร้าง และให้ผลตอบแทนจากการลงทุนที่น่าสนใจ ขณะที่ระดับหนี้ยังอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้

เปิดพอร์ตลงทุน >> https://ksecurities.co/open-account
ดูข้อมูลหุ้นเพิ่มเติมผ่านแอป KS TRADE+ โหลดเลย >> https://ksecurities.co/KSTradePlus
Follow us :
LINE : https://ksecurities.co/KS-LineOA
Facebook: https://ksecurities.co/KS-Facebook
Instagram: https://ksecurities.co/KS-Instagram
Twitter: https://ksecurities.co/KS-Twitter
YouTube: https://ksecurities.co/KS-Youtube
Threads: https://ksecurities.co/KS-Threads
#KS #หลักทรัพย์กสิกรไทย #KSecurities #หุ้น #หุ้นไทย #ข่าวหุ้น #ลงทุน #SCGP
คำเตือน : กรุณาทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน
ภาษาไทย
English