KS : SCC แนวโน้มที่ดีขึ้นสำหรับธุรกิจปิโตรเคมี

KS : SCC แนวโน้มที่ดีขึ้นสำหรับธุรกิจปิโตรเคมี

Analysis by KS Research Fundamental
May 7, 2026
Back

KS : SCC แนวโน้มที่ดีขึ้นสำหรับธุรกิจปิโตรเคมี

📍กำไรไตรมาส 1/2569 ดีกว่าคาด

✅SCC รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 1/2569 ที่ 6.2 พันลบ. (กำไรต่อหุ้น: 5.19 บาท) เพิ่มขึ้น 466%YoY และพลิกจากผลขาดทุนสุทธิที่ 3.7 พันลบ. ในไตรมาส 4/2568 กำไรสูงกว่าประมาณการของเรา 20% และสูงกว่าของตลาด 23% ความคลาดเคลื่อนหลักมาจากกำไรจากสต๊อกน้ำมันที่สูงกว่าคาด 0.5 พันลบ. (ไตรมาส 1/2569 = 4.2 พันลบ. เทียบกับประมาณการเรา 3.7 พันลบ.) และกำไรจากธุรกิจซีเมนต์และวัสดุก่อสร้าง (CBM) ที่ดีกว่าคาด 0.5 พันลบ. จากการลดต้นทุน

📍ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่านทำให้เกิดการหยุดชะงักของอุปทาน 3 รูปแบบ

✅SCC ประเมินว่ากำลังการผลิตเอทิลีนประมาณ 46 ล้านตัน (ประมาณ 20% ของกำลังการผลิตทั่วโลกประมาณ 230 ล้านตัน) ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งดังกล่าว โดยแบ่งเป็น 1) เหตุสุดวิสัย หรือ force majeure (~45–50%) 2) การหยุดดำเนินการเชิงพาณิชย์/ซ่อมบำรุง (~40%) และ 3) ความเสียหายจากสงคราม (~15–20% ส่วนใหญ่อยู่ในกาตาร์และอิหร่าน) โดยการดำเนินงานของกลุ่มแรกจะกลับมาหลังจากช่องแคบฮอร์มุซเปิดอีกครั้ง ขณะที่กลุ่มสุดท้ายจะเป็นการหยุดยาว ส่วนกลุ่มที่สองยังมีความไม่แน่นอนและขึ้นอยู่กับความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์

📍วัฏจักรระยะสั้นเป็นขาขึ้น แต่มีแนวโน้มเป็น mid-cycle ในระยะกลาง

✅เรามองเห็นแรงหนุนเชิงวัฏจักรในระยะสั้นต่ออัตรากำไรของโอเลฟินส์/โพลิโอเลฟินส์ เนื่องจากกำลังการผลิตเอทิลีนที่ได้รับผลกระทบประมาณ 46 ล้านตัน เท่ากับส่วนเกินที่มีอยู่ในปี 2569 ทั้งนี้ เมื่อช่องแคบฮอร์มุซเปิดอีกครั้ง โรงงานที่ประกาศ force majeure จะกลับมาดำเนินงานตามปกติภายใน 4-6 สัปดาห์ ซึ่งจะทำให้ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์อ่อนตัวลง โดยเราคาดว่าตลาดโอเลฟินส์/โพลิโอเลฟินส์จะเข้าสู่เพียง mid-cycle ในระยะกลาง จากกำลังการผลิตที่เสียหายจากสงคราม (~9 ล้านตัน) และการปรับลดกำลังการผลิตที่ประกาศไปก่อนหน้า (~8 ล้านตัน) ยังมีขนาดค่อนข้างเล็กเมื่อเทียบกับกำลังการผลิตส่วนเกินสูงสุดที่คาดไว้ก่อนหน้า ~50-60 ล้านตันในปี 2571

📍การรวมกลยุทธ์ในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีไทย

✅เพื่อให้สามารถอยู่รอดในช่วงวัฏจักรขาลงของอุตสาหกรรมรอบถัดไป SCC และ PTTGC กำลังพิจารณาการจัดตั้งบริษัทร่วมทุน (JV) โดยรวมสินทรัพย์โอเลฟินส์และโพลิโอเลฟินส์ในประเทศ โดยดีลดังกล่าวจะช่วยสร้างการประหยัดต่อขนาด เพิ่มประสิทธิภาพการใช้กำลังการผลิต และปรับปรุงการใช้วัตถุดิบให้มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในภาวะที่ส่วนต่างราคานาฟทา/ก๊าซ มีความผันผวน ขณะที่ JV ใหม่ดังกล่าวยังมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มสัดส่วนผลิตภัณฑ์โพลิเมอร์เฉพาะทางและมีความแตกต่าง ลดการพึ่งพาผลิตภัณฑ์โภคภัณฑ์ และช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นของอัตรากำไรในแต่ละวัฏจักร อย่างไรก็ตาม ข้อตกลงดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบเคราะห์สถานะ (due diligence) การอนุมัติจากหน่วยงานกำกับ และการเจรจา โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในไตรมาส 3/2569 ซึ่งยังมีความไม่แน่นอนด้านรูปแบบการรวม มูลค่ากิจการ และการรับรู้การผนึกกำลัง

📍คงคำแนะนำ “ถือ” และราคาเป้าหมายสิ้นปี 2569 ที่ 240.0 บาท

✅เรายังคงชอบพื้นฐานระยะยาวของ SCC ซึ่งจะได้รับประโยชน์จากการฟื้นตัวของธุรกิจปิโตรเคมีที่เกิดจากการเปลี่ยนชนิดวัตถุดิบในโครงการ LSP และข้อตกลงการรวมกิจการโอเลฟินส์/โพลีโอเลฟินส์กับ PTTGC อย่างไรก็ตาม ความมั่นคงด้านการจัดหาวัตถุดิบยังคงเป็นข้อกังวลหลักของเราในระยะสั้น ดังนั้น เราจึงคงคำแนะนำ “ถือ” สำหรับ SCC และราคาเป้าหมายที่ 240 บาท อิงตาม PBV ปี 2569 ที่ 0.84 เท่า (-0.5SD)

SCC-1200x1200.jpg

เปิดพอร์ตลงทุน >> https://ksecurities.co/open-account
ดูข้อมูลหุ้นเพิ่มเติมผ่านแอป KS TRADE+ โหลดเลย >> https://ksecurities.co/KSTradePlus

Follow us :
LINE : https://ksecurities.co/KS-LineOA
Facebook: https://ksecurities.co/KS-Facebook
Instagram: https://ksecurities.co/KS-Instagram
Twitter: https://ksecurities.co/KS-Twitter
YouTube: https://ksecurities.co/KS-Youtube
Threads: https://ksecurities.co/KS-Threads

#KS #หลักทรัพย์กสิกรไทย #KSecurities #หุ้น #หุ้นไทย #ข่าวหุ้น #ลงทุน #SCC

คำเตือน : กรุณาทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน

Search

Recommended searches