KS : เทคนิคลงทุน 3 แบบ 3 สไตล์
📍1.นักลงทุนแนวปัจจัยพื้นฐาน (Fundamental)
✅นักลงทุนสไตล์นี้มีความเชื่อว่าการซื้อหุ้น คือ การซื้อกิจการ เชื่อในความเกี่ยวโยงระหว่างผลประกอบการ (กำไร ขาดทุน) กับราคาหุ้น ผลประกอบการจะต้องสะท้อนออกมายังราคาหุ้น (ช้าหรือเร็วเป็นอีกเรื่องหนึ่ง) อีกทั้งจะมองการลงทุนในระยะยาว เพราะพื้นฐานกิจการไม่สามารถสะท้อนออกมาที่ราคาหุ้นได้ในระยะเวลาเพียงไม่กี่วัน สัปดาห์ หรือแม้กระทั่งเดือน แต่การรับรู้พื้นฐานที่ดีขึ้น เช่น รายได้เพิ่ม กำไรเพิ่ม กว่าจะสะท้อนมาที่ราคาหุ้น บางครั้งต้องใช้เวลาเป็นปี นักลงทุนประเภทนี้จึงต้องใจเย็น อดทนรอคอยเป็น มีจิตใจที่มั่นคง ไม่หวั่นไหวกับความผันผวนระยะสั้น
✅นักลงทุนสายปัจจัยพื้นฐาน อาจแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มย่อย คือ นักลงทุนสายปัจจัยพื้นฐาน ที่เน้นลงทุนในหุ้นที่มีพื้นฐานดี กิจการมั่นคง ที่ราคาคุ้มค่า ราคาถูกกว่ามูลค่าที่แท้จริง ตัดสินใจซื้อโดยใช้การประเมินมูลค่า (Valuation) เรียกกลุ่มนี้ว่า “นักลงทุนวีไอ” (Value Investor) หรือนักลงทุนในหุ้นคุณค่า
✅อีกกลุ่ม คือ นักลงทุนสายปัจจัยพื้นฐานที่เน้นลงทุนหุ้นที่มีแนวโน้มการเติบโตดี กิจการมี Growth Story ที่ชัดเจน เช่น ขยายสาขา เข้าสู่ธุรกิจใหม่ ซึ่งราคาอาจดูแล้ว “ไม่ถูก” นัก โดยมักจะมีค่า P/E Ratio ที่ค่อนข้างสูง ตัดสินใจซื้อที่ Growth Potential เรียกกลุ่มนี้ว่า “นักลงทุนจีไอ” (Growth Investing) หรือนักลงทุนในหุ้นเติบโต
📌ข้อควรรู้ของสไตล์ปัจจัยพื้นฐาน
👉1.ศึกษาข้อมูลปัจจัยพื้นฐานของหุ้น ทั้งปัจจัยเชิงคุณภาพ เช่น ความได้เปรียบในการแข่งขัน แนวโน้มความต้องการสินค้าและบริการ และความสามารถของผู้บริหาร รวมไปถึงศึกษาปัจจัยเชิงปริมาณ ได้แก่ งบการเงิน (งบกำไรขาดทุน งบดุล งบกระแสเงินสด) อัตราส่วนทางการเงิน (Profit Margin, ROE, D/E, P/E Ratio) เป็นต้น
👉2.ติดตาม ตรวจสอบ ฐานะทางการเงิน และประเมินผลการดำเนินงาน หากพบว่าหุ้นที่ลงทุน ทำผลงานไม่เป็นไปอย่างที่คาดการณ์ไว้ รายได้ลด กำไรลด ปันผลลด ซึ่งอาจเกิดจากกิจการสูญเสียส่วนแบ่งการตลาดให้คู่แข่ง ตลาดโดยรวมหดตัว หรือมีการเปลี่ยนแปลงผู้บริหาร อาจต้องพิจารณาขายหุ้นออกไป
👉3.ไม่ยึดติด หลงรักกับตัวหุ้น เมื่อถึงจุดที่สมควรขายหุ้น ก็ต้องขาย ซึ่งกฎการขายง่ายๆ มี 3 ข้อ คือขายเมื่อราคาหุ้น Overvalue (แพงเกินมูลค่าที่แท้จริง), ขายเมื่อดูปัจจัยพื้นฐานของบริษัทผิดหรือปัจจัยพื้นฐานมีการเปลี่ยนแปลง (Fundamental Change)
และขายเมื่อเจอหุ้นตัวใหม่ที่มีโอกาสเติบโตสูงกว่า นั่นคือ การขายเพื่อเปลี่ยนตัวถือ
📍2.นักลงทุนแนวโมเมนตั้ม (Momentum Investor : MI)
✅เป็นนักลงทุนที่ลงทุนตามเทรนด์ขาขึ้นของตลาด มักจะเกาะกระแสฟันด์โฟลว์ (Fund Flow) พูดง่ายๆ คือ ลงทุนตามทิศทางเงินทุนไหลเข้า โดยส่วนหนึ่งสังเกตได้จากยอดซื้อสุทธิของต่างชาติ และอาจใช้ข้อมูลทางเศรษฐกิจมาช่วยในการวิเคราะห์
✅การลงทุนสไตล์ตามกระแสโมเมนตั้ม ถือเป็นการลงทุนที่นักลงทุนต้องมีความยืดหยุ่น เพราะหากวิเคราะห์ทุกอย่างไว้อย่างดีแล้ว แต่ตลาดไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์ เช่น ไม่อยู่ในภาวะตลาดขาขึ้น เพราะ Fund Flow ต่างชาติกลับทางเป็นไหลออกไปเรื่อยๆ ทำให้ตลาดเสียโมเมนตั้ม นักลงทุนแบบ MI จะตัดสินใจขาย เพราะตลาดไม่มีแรงส่ง ไร้โมเมนตั้ม ทำกำไรได้ยาก นักลงทุนแนวโมเมนตั้มมักจะถือคติ “ไม่ถือยาว ไม่ยอมติดหุ้น” จึงต้องมีจุดตัดขาดทุน (Cut Loss) ไว้ด้วย
📌ข้อควรรู้ของสไตล์โมเมนตั้ม
👉1. มองภาพ Global Economics เป็นภาพการลงทุนใหญ่ หากปัจจัยเป็นบวก ก็จะมาดูภาพของประเทศที่จะลงทุน (เช่น ประเทศไทย) หากมีทิศทางที่ดี กระแสเงินนักลงทุนต่างชาติไหลเข้า ก็จะยิ่งมีความน่าสนใจลงทุน
👉2. มองหาอุตสาหกรรมที่โดดเด่นในช่วงเวลานั้น หรือ Sector ที่กระแส Fund Flow จะไหลเข้า
👉3. มองหาหุ้นที่โดดเด่นในกลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้เลือกไว้ และวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานของหุ้นที่จะลงทุน
📍3.นักลงทุนแนวเทคนิค (Technical)
✅เป็นนักลงทุนที่สนใจพฤติกรรมราคาของหุ้น โดยเฉพาะกราฟราคาหุ้น (Chart) โดยจะอาศัยข้อมูลราคาหุ้นในอดีต ปริมาณการซื้อขาย พร้อมทั้งใช้เครื่องมือวิเคราะห์ทางเทคนิคและอินดิเคเตอร์ (Indicator) ต่างๆ ในการทำนายทิศทางราคาหุ้น โดยจะมีความเชื่ออยู่หลายประการ เช่น
✅นักลงทุนแนวเทคนิคจะมีเรื่องให้คุยกันได้ทุกวัน เพราะราคาหุ้นเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา การลงทุนจะเป็นไปตามสัญญาณทางเทคนิค มีการกำหนดจุดเข้าซื้อและจุดขายออกอย่างมีวินัย เรียกได้ว่า... จิตใจของนักลงทุนสายเทคนิคคอลนั้นจะต้องเข้มแข็ง เมื่อสัญญาณทางเทคนิคบอกว่าซื้อก็ต้องซื้อ บอกขายก็ต้องขาย ถึงจุดตัดขาดทุนก็ต้องทำ ถึงจุด Let Profit Run ก็ทนรวยให้ได้ สรุปคือ ต้องอาศัยการรักษาวินัยอย่างเคร่งครัด
📌ข้อควรรู้ของสไตล์เทคนิค
👉1.เชื่อว่าหุ้นที่วิเคราะห์ได้ควรจะต้องมีเทรนด์ (Trend) และมีปริมาณการซื้อขาย (Volume) สนับสนุน
👉2.เชื่อว่าราคาที่ปรากฏได้สะท้อนปัจจัยทุกอย่างทั้งหมดแล้ว (Price Discount Everything)
👉3.เชื่อว่าประวัติศาสตร์จะย้อนรอยตัวเองเสมอ (History Tends to Repeat Itself)




เปิดพอร์ตลงทุน >> https://ksecurities.co/open-account
ดูข้อมูลหุ้นเพิ่มเติมผ่านแอป KS TRADE+ โหลดเลย >> https://ksecurities.co/KSTradePlus
Follow us :
LINE : https://ksecurities.co/KS-LineOA
Facebook: https://ksecurities.co/KS-Facebook
Instagram: https://ksecurities.co/KS-Instagram
Twitter: https://ksecurities.co/KS-Twitter
YouTube: https://ksecurities.co/KS-Youtube
Threads: https://ksecurities.co/KS-Threads
#KS #หลักทรัพย์กสิกรไทย #KSecurities #หุ้น #หุ้นไทย #ข่าวหุ้น #ลงทุน
คำเตือน : กรุณาทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน
ภาษาไทย
English