KS : IEA ปล่อยน้ำมันสำรองจากคลังยุทธศาสตร์
📍การปล่อยน้ำมันจาก SPR ในระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์โดย IEA
✅ตามรายงานของสื่อหลายแห่ง สำนักงานพลังงานสากล (IEA) และประเทศสมาชิกได้ตกลงที่จะปล่อยน้ำมันจากคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์ (SPR) ในปริมาณสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 400 ล้านบาร์เรล ในช่วงเวลาอย่างน้อยสองเดือน เพื่อบรรเทาอุปทานน้ำมันดิบหยุดชะงัก ขณะที่สงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านยังคงส่งผลให้การขนส่งน้ำมันดิบผ่านช่องแคบฮอร์มุซทึ่คิดเป็นประมาณ 20% ของอุปทานโลกหยุดชะงัก ทั้งนี้ ประเทศสมาชิกของ IEA ร่วมกันถือครองสต็อกน้ำมันดิบและเชื้อเพลิงสำเร็จรูปเพื่อกรณีฉุกเฉินรวมประมาณ 1.8 พันล้านบาร์เรล ซึ่งสามารถนำออกมาใช้ได้ในช่วงที่เกิดการหยุดชะงักรุนแรงของอุปทานพลังงานโลก
📍ราคาน้ำมันมีความผันผวนสูงมากนับตั้งแต่ความขัดแย้งทวีความรุนแรงขึ้น
✅ราคาน้ำมันดิบปรับตัวเพิ่มขึ้นจากประมาณ 73 ดอลลาร์สหรัฐฯ/บาร์เรล ก่อนเกิดสงคราม ไปแตะเกือบ 116 ดอลลาร์ฯ/บาร์เรล ที่จุดสูงสุดของความกังวลด้านอุปทานในช่วงต้นสัปดาห์นี้ โดยหลังจากมีข่าวเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการปล่อยน้ำมันจาก SPR ราคาน้ำมันได้ปรับตัวลงกลับมาใกล้ระดับ 90 ดอลลาร์ฯ/บาร์เรล ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ก็พยายามทำให้ตลาดคลายความกังวล โดยระบุว่าความขัดแย้งอาจยุติลงในเร็ว ๆ นี้
📍ข่าวดังกล่าวได้ถูกรับรู้ในราคาน้ำมันแล้ว
✅เราเชื่อว่าราคาน้ำมันในปัจจุบันสะท้อนแผนการปล่อยน้ำมันจาก SPR แล้ว โดยนับตั้งแต่มีรายงานเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการปล่อยน้ำมัน ราคาน้ำมันได้ปรับลดลงถึง 22% จากระดับสูงสุด จากข้อมูลในอดีต การปล่อยน้ำมัน SPR มักทำให้ราคาน้ำมันลดลงในระยะสั้นประมาณ 7–20% เมื่อพิจารณาว่าการปรับตัวส่วนใหญ่เกิดขึ้นไปแล้ว เราจึงไม่คาดว่าจะมี downside เพิ่มเติมอย่างมีนัยสำคัญต่อราคาน้ำมัน และราคาน้ำมันอาจกลับมาปรับตัวขึ้น หากการหยุดชะงักของช่องแคบฮอร์มุซยังคงดำเนินต่อไป
📍ไม่น่าจะชดเชยการขาดแคลนอุปทานได้ทั้งหมด
✅แม้การปล่อยน้ำมันจาก SPR จะอยู่ในระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ แต่ปริมาณดังกล่าวยังน้อยกว่าครึ่งหนึ่งของการหยุดชะงักของอุปทานที่กำลังเกิดขึ้น หากมีการปล่อยน้ำมันในช่วงเวลา 2–3 เดือน อุปทานที่จะเข้าสู่ตลาดจะเพิ่มขึ้นเพียงประมาณ 4.4–6.7 ล้านบาร์เรล/วัน เมื่อเทียบกับการสูญเสียอุปทานจากสงครามที่คาดว่าจะอยู่มากกว่า 10–15 ล้านบาร์เรล/วัน ทั้งนี้ หากช่องแคบฮอร์มุซยังคงปิดเป็นระยะเวลานาน สต็อกเชิงยุทธศาสตร์จะค่อย ๆ ลดลง ซึ่งมีแนวโน้มจะทำให้เกิดแรงกดดันขาขึ้นต่อราคาน้ำมันอีกครั้ง เมื่อการปล่อยน้ำมันจากคลังสำรองสิ้นสุดลง
📍หุ้นกลุ่มธุรกิจต้นน้ำและโรงกลั่นยังคงเป็นหุ้นเด่นของเรา
✅เนื่องจากเราคาดว่าราคาน้ำมันปัจจุบันมี downside จำกัด ขณะที่การปล่อยน้ำมันจากคลังสำรองช่วยชะลอความตึงตัวของอุปทานจริงสำหรับโรงกลั่น เราจึงยังคงชอบหุ้นกลุ่มต้นน้ำและโรงกลั่น
📍ความเสี่ยงของโรงกลั่นทั้งหมดลดลงในช่วง 1–2 เดือนข้างหน้า
✅หุ้นเด่นของเราในกลุ่มพลังงานต้นน้ำยังคงเป็น PTTEP และ BANPU ขณะที่อุปทานเพิ่มเติมจากคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์จะช่วยให้การจัดหาน้ำมันดิบของโรงกลั่นมีเสถียรภาพมากขึ้นในช่วง 1–2 เดือนข้างหน้า ส่งผลให้ความเสี่ยงด้านปริมาณของโรงกลั่น TOP และ SPRC ลดลง ดังนั้น เราจึงปรับเพิ่มคำแนะนำหุ้น TOP และ SPRC จาก “ถือ” เป็น “ซื้อ” ขณะเดียวกันเราปรับเพิ่มคำแนะนำหุ้น IRPC จาก “ขาย” เป็น “ถือ” จาก upside ของส่วนต่างราคา PP ที่สูงขึ้น และเรายังคงคำแนะนำ “ซื้อ” สำหรับ BCP และ PTTGC

เปิดพอร์ตลงทุน >> https://ksecurities.co/open-account
ดูข้อมูลหุ้นเพิ่มเติมผ่านแอป KS TRADE+ โหลดเลย >> https://ksecurities.co/KSTradePlus
Follow us :
LINE : https://ksecurities.co/KS-LineOA
Facebook: https://ksecurities.co/KS-Facebook
Instagram: https://ksecurities.co/KS-Instagram
Twitter: https://ksecurities.co/KS-Twitter
YouTube: https://ksecurities.co/KS-Youtube
Threads: https://ksecurities.co/KS-Threads
#KS #หลักทรัพย์กสิกรไทย #KSecurities #หุ้น #หุ้นไทย #ข่าวหุ้น #ลงทุน
คำเตือน : กรุณาทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน
ภาษาไทย
English