🛢️ KS: Energy and Petrochemical Sector : ผู้ชนะและผู้รับผลกระทบจากความขัดแย้ง
📌 นักลงทุนอยู่ในโหมดลดความเสี่ยง ราคาหุ้นของบริษัทพลังงานและปิโตรเคมีไทยเกือบทั้งหมดที่อยู่ภายใต้การวิเคราะห์ของเราได้ปรับตัวลดลง 5-17% นับตั้งแต่สหรัฐฯ โจมตีอิหร่านเมื่อวันที่ 28 ก.พ. 2569 การปิดช่องแคบฮอร์มุซและความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันสำคัญหลายแห่งสร้างความกังวลต่อการหยุดชะงักของอุปทานน้ำมันและ LNG อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะต่อประเทศในเอเชีย ดังนั้น จากผลกระทบดังกล่าวจึงทำให้นักลงทุนเข้าสู่โหมดลดความเสี่ยง คำถามสำคัญคือระดับราคาหุ้นใดที่ให้ระดับความเสี่ยงต่อผลตอบแทนดึงดูดใจ
📌มีความเสี่ยงสองประเด็นที่ต้องติดตาม มีความเสี่ยงหลักสองประการจากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ได้แก่
1) ความเสี่ยงด้านราคา
2) ความเสี่ยงด้านปริมาณ
เห็นได้ชัดว่าความเสี่ยงด้านราคานี้เป็นผลบวกต่อธุรกิจต้นน้ำและโรงกลั่น ขณะที่เป็นความเสี่ยงขาลงต่อผู้ผลิตปิโตรเคมี ผู้ประกอบการค้าปลีกน้ำมัน และผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก (SPP) อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงด้านปริมาณจะขึ้นอยู่กับสมมติฐานว่าการหยุดชะงักของอุปทานจะยาวนานเพียงใด ซึ่งถ้าหากสถานการณ์ยืดเยื้อเพียง 4-5 สัปดาห์ ความเสี่ยงด้านปริมาณจะจำกัด เนื่องจากโรงกลั่นในไทยและ PTT มีสต็อกน้ำมันและ LNG เพียงพอสำหรับการใช้งานประมาณ 60 วัน และ 90-100 วันตามลำดับ อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงด้านปริมาณจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญหากความขัดแย้งยืดเยื้อนานกว่า 2-3 เดือน
🏭PTTEP และ BANPU เป็นผู้ที่ได้รับประโยชน์มากที่สุด
มีเพียง PTTEP และ BANPU ที่มี upside จากความเสี่ยงทั้งสองประการนี้ PTTEP จะได้รับประโยชน์โดยตรงจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ขณะที่ความเสี่ยงต่อปริมาณการผลิตเป็น upside เนื่องจากรัฐบาลอาจขอให้ PTTEP เพิ่มการผลิตก๊าซจากแหล่งผลิตในประเทศและเมียนมาเพื่อชดเชยการขาดแคลน LNG ที่อาจเกิดขึ้น ในขณะที่ BANPU ก็มีมุมมองเชิงบวกจาก upside ที่ปริมาณขายและราคาถ่านหินจะเพิ่มขึ้น หากประเทศในเอเชียหันมาใช้ถ่านหินแทนก๊าซธรรมชาติเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาไฟฟ้าดับ นอกจากนี้ เมื่อโครงการโรงงาน LNG ใหม่ของสหรัฐฯ (Golden Pass LNG) เริ่มดำเนินการในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 เราคาดว่าราคาก๊าซ Henry Hub จะปรับตัวขึ้นจากความต้องการทดแทน LNG จากตะวันออกกลาง
⛽SCC, IVL, BCP และ PTTGC เป็นหุ้นที่ควรติดตามเช่นกัน
เราศึกษาระดับมูลค่าหุ้นตามมูลค่าสุทธิ (PBV) ที่เป็นไปได้ในสามช่วง ได้แก่
1) ระดับ PBV ต่ำสุดที่ซื้อขายในช่วงการระบาดใหญ่ปี 2563
2) ระดับ PBV ต่ำสุดที่ซื้อขายในปี 2569
3) ระดับ PBV เฉลี่ยที่ซื้อขายในปี 2568 ซึ่งเป็นช่วงขาลงของตลาดหุ้นไทย
เราพบว่ามีหุ้นปิโตรเคมีสองบริษัท ได้แก่ IVL และ SCC ที่ระดับมูลค่าหุ้นปัจจุบันเข้าเกณฑ์ 2 จาก 3 เกณฑ์ ขณะเดียวกัน มูลค่าหุ้นของ BCP, PTTGC และ IRPC เข้าเกณฑ์ 1 จาก 3 เกณฑ์ ส่วน TOP และ SPRC ยังมี downside อีก 17-46%
💡เราชอบ PTTEP และ BANPU ท่ามกลางความไม่แน่นอนในตะวันออกกลาง
• เราชอบ PTTEP และ BANPU ท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน จาก upside ต่อทั้งราคาและปริมาณขาย เราปรับวิธีการประเมินมูลค่า BANPU จากวิธีรวมส่วนธุรกิจ (SOTP) เป็น PBV เพื่อสะท้อนธีมระยะสั้น และกำหนด PBV เป้าหมายที่ค่าเฉลี่ยหรือ PBV 0.62 เท่า ดังนั้นเราจึงปรับคำแนะนำสำหรับ BANPU เป็น “ซื้อ” โดยปรับราคาเป้าหมายใหม่เป็น 7.0 บาท จาก 6.2 บาท
• นอกจากนี้เรายังชอบ BCP, IVL โดย BCP จะได้รับประโยชน์จากค่าการกลั่น (GRM) ที่สูงขึ้นและมีการพึ่งพาการจัดหาน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางในระดับต่ำ ขณะที่ราคาหุ้นปัจจุบันของ IVL ดูมี downside จำกัดที่ 18 บาท ตามลำดับ (-1SD ของปี 2568-2569)
• สำหรับหุ้นโรงกลั่นและปิโตรเคมีอื่น PTTGC ก็มีการพึ่งพาวัตถุดิบจากตะวันออกกลางในระดับต่ำเช่นกัน แต่ราคาหุ้นจะดูน่าสนใจมากขึ้นที่ประมาณ 21 บาท ขณะที่จุดเข้าลงทุนของ TOP ควรอยู่ในช่วงประมาณ 40 บาท (-1SD ของปี 2569)

⛳Follow us :
📲 LINE : https://ksecurities.co/KS-LineOA
📲 Facebook: https://ksecurities.co/KS-Facebook
📲 Instagram: https://ksecurities.co/KS-Instagram
📲 Twitter: https://ksecurities.co/KS-Twitter
📲 YouTube: https://ksecurities.co/KS-Youtube
📲 Threads: https://ksecurities.co/KS-Threads
KS #หลักทรัพย์กสิกรไทย #KSecurities #การลงทุน #การลงทุนหลักทรัพย์ #ผลตอบแทน #ข่าวหุ้น #หุ้นไทย #EnergySector #กลุ่มพลังงาน #ปิโตรเคมี #น้ำมัน #FundFlow #ก๊าซ #PTTGC #PTTEP #TOP #IRPC
คำเตือน : กรุณาทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน
ภาษาไทย
English