จัดสรรเงินให้เหมาะกับวัย
‘เรืองวิทย์ นันทาภิวัฒน์' กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนอยุธยา เจ เอฟ แนะนำว่าในแต่ละช่วงชีวิตของผู้ชายควรมีการจัดสรรการเงินให้เหมาะสม หากมีการลงทุนก็ต้องรู้จักปรับเปลี่ยนไปตามวัยและสถานการณ์ด้วย ดังนี้
- ช่วงวัยหนุ่ม ก่อนอายุ 30 ปี สิ่งยั่วยุมีมากทำให้เก็บเงินไม่ค่อยอยู่ แต่ก็มีช่องทางหาเงินได้มากเช่นกัน รวมถึงการลงทุนในหุ้นหรือตราสารหนี้ ในวัยนี้ควรออมเงินให้ได้ราว 10% ของรายได้ สัดส่วนการลงทุนที่เหมาะกับคนในวัยนี้แบ่งได้เป็น เงินฝากธนาคาร 20% ตราสารหนี้ (พันธบัตรและหุ้นกู้) 10% และการลงทุนในหุ้น 70%
- ช่วงอายุ 30 ปีต้นๆ เป็นระยะเตรียมสร้างครอบครัวจึงควรเก็บเงินให้มากขึ้นเป็น 30% ของรายได้ สัดส่วนการลงทุนที่เหมาะสมสำหรับคนวัยนี้คือ เงินฝาก 10% ตราสารหนี้ 30% และการลงทุนในหุ้น 60%
- ช่วงอายุ 36-45 ปี เริ่มมีครอบครัวมีลูก ทำให้มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น สัดส่วนการลงทุนที่เหมาะสมคือ เงินฝาก 10% ตราสารหนี้ 40% หุ้น 40% และลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ 10%
- ช่วงอายุ 45-55 ปี เป็นช่วงที่ลูกเติบโตและเริ่มเตรียมตัวเข้าสู่การเกษียณ สัดส่วนการลงทุนควรแบ่งเป็น เงินฝาก 10% ตราสารหนี้ 40% หุ้น 30% และลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ 20%
- ช่วงวัยเกษียณ สัดส่วนการลงทุนที่เหมาะสมคือ เงินฝาก 20% ตราสารหนี้ 40% การลงทุนในหุ้น และอสังหาริมทรัพย์อย่างละ 20% เท่าๆ กัน
คุณเรืองวิทย์ ยังได้กล่าวทิ้งท้ายด้วยประเด็นที่น่าคิดว่า หากผู้ชายและผู้หญิงต่างเป็นโสด ทำงานมีเงินเดือนเท่ากัน เชื่อว่าเงินที่มีอยู่จะพอสำหรับการใช้จ่ายตัวคนเดียวแน่นอน แต่เมื่อมาอยู่รวมกันแล้ว เงินที่รวมกันก็จะไม่พอใช้ เพราะเมื่อรวมเป็น 2 คนแล้วสังคมก็จะขยายมากขึ้น ค่าใช้จ่ายทางสังคมก็มากขึ้นตาม กลายเป็นว่า “อยู่รวมกันค่าใช้จ่ายยิ่งเพิ่ม”
เก็บเงินก้นถุง - ทำประกันก่อน
ด้าน ‘วนา พูลผล' ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม บีโอเอ ก็เห็นพ้องว่าการวางแผนทางการเงิน เป็นเรื่องสำคัญที่ช่วยลดความเสี่ยงในอนาคต และเมื่อวางแผนแล้วก็ต้องปฏิบัติตนอย่าง มีวินัยควบคู่ไปด้วย โดยแนะว่าก่อนคิดจะลงทุน ควรมีเงินสำรองฉุกเฉินเก็บออมไว้ก้อนหนึ่งเป็นเงินก้นถุง เงินส่วนนี้ควรมีสัดส่วนเท่ากับรายจ่ายประจำเดือน 6 เดือน จากนั้นควรนำเงินอีกส่วนหนึ่งไปซื้อประกัน ซึ่งจะเป็นประโยชน์แก่ตนเองและครอบครัวในอนาคต
สำหรับการลงทุน ในช่วงแรกที่เริ่มมีรายได้อาจลงทุนในหุ้น แต่เมื่อเข้าสู่วัยกลางคนซึ่งเป็นช่วงที่มีการกู้เงินเกิดขึ้น ควรลงทุนในสินทรัพย์ที่เพิ่มค่าได้ในอนาคต เช่น อสังหาริมทรัพย์ (บ้าน ที่อยู่อาศัย) ทั้งนี้ ในการกู้เงินซื้อบ้าน เงินค่าผ่อนบ้านไม่ควรเกิน 1 ใน 3 ของรายได้ และควรศึกษาอัตราดอกเบี้ยรวมทั้งเงื่อนไขสัญญาเงินกู้ให้ละเอียด ส่วนในการเลือกซื้ออสังหาริมทรัพย์ควรดูทิศทางการพัฒนาเมืองประกอบ
ในช่วงสร้างเนื้อสร้างตัวสามารถผ่อนบ้านและซื้อหุ้นในระยะยาวไปพร้อมกันได้ แต่เมื่อมีครอบครัวอาจลดสัดส่วนการลงทุนในหุ้นให้น้อยกว่าช่วงแรก ในวัยก่อนเกษียณควรลดความเสี่ยงในการลงทุนลงให้อยู่ในระดับปานกลาง เช่น การลงทุนในหุ้นไม่ควรเกิน 20% ของเงินลงทุน และเมื่อเข้าวัยเกษียณแล้วไม่แนะให้ มีหุ้น อาจลงทุนในตราสารที่ให้ผลตอบแทนดีความเสี่ยงต่ำได้
ทั้งนี้ คุณวนา กล่าวว่า ในการลงทุนต้องรู้จักกระจายความเสี่ยงไปในหลักทรัพย์หลายประเภท เช่น หุ้นตราสารหนี้ หรือกองทุนประเภทต่างๆ ทั้งกองทุนอสังริมทรัพย์ กองทุนหุ้น กองทุนตราสารหนี้ หรือกองทุนผสมแบบยืดหยุ่น และเลือกลงทุนในสินทรัพย์ที่สามารถเพิ่มค่าในอนาคตได้ รวมถึงการสะสมแสตมป์ นาฬิกา หรือ แม้กระทั่งนกเขา (สามารถนำเข้าประกวดและเพิ่มมูลค่าได้) แต่เหนืออื่นใด ต้องมั่นใจว่ามีความรู้ในเรื่องนั้นๆ อย่างถ่องแท้ก่อนที่จะตัดสินใจลงทุน
แนวคิดเหล่านี้เชื่อว่าจะเป็นประโยชน์สำหรับบรรดาผู้ชายในการนำไปปรับใช้ให้เหมาะสม เพื่อตนเองและคนที่รักจะได้มีชีวิตอย่างสุขสบายในอนาคต